<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ! 80% ของโปรเจกต์คริปโตที่โดนแฮ็ก “ไม่มีวันฟื้นตัว” กลับมาได้แบบ 100%

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ปัญหาด้านความปลอดภัยในโลกคริปโตไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องเงินหายเท่านั้น แต่ที่ร้ายแรงกว่าคือ การทำลาย “ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โปรเจกต์ส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลง

Mitchell Amador ซีอีโอของ Immunefi ได้เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า เกือบ 80% หรือ 4 ใน 5 ของโปรเจกต์ที่โดนแฮ็กครั้งใหญ่ ไม่สามารถกลับมาเติบโตได้เหมือนเดิมอีกเลย 

โดย Mitchell Amador มองว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์การโดนแฮ็กขึ้น ทีมบริหารโปรเจกต์ส่วนใหญ่ มักจะเกิดอาการ “ช็อกจนทำอะไรไม่ถูก” เนื่องจากมองข้ามความเสี่ยงของตัวเองมาตลอด และไม่มีแผนสำรองไว้รับมือเหตุฉุกเฉิน ทำให้สุดท้าย แม้จะแก้บั๊กทางเทคนิคได้ แต่ก็ไม่สามารถกู้ศรัทธาจากนักลงทุนคืนมาได้

ชั่วโมงแรก หลังจากโดนแฮ็กคือ “นาทีชีวิต” ที่ตัดสินความเป็นความตายของโปรเจกต์คริปโตได้เลย 

Mitchell Amador ชี้ว่า ความเสียหายที่รุนแรงที่สุด มักเกิดจากการที่ทีมงานตัดสินใจล่าช้า ลังเล และมักประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง หลายทีมมัวแต่ถกเถียงกันเอง จนเสียเวลาทองในการยับยั้งเหตุ หรือบางโปรเจกต์ก็ไม่กล้าสั่งหยุดระบบ เพราะกลัวเสียหน้า 

แต่ที่แย่ที่สุดคือ การเลือกที่จะ “เงียบ” ใส่ผู้ใช้งาน ซึ่งความเงียบนี้ ไม่ได้ช่วยให้คนหายกลัว แต่กลับยิ่งทำลายความศรัทธาจนกู้คืนไม่ได้ 

สรุปแล้ว สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์พังพินาศ ไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่ถูกขโมยไป แต่คือการบริหารจัดการที่ล้มเหลว และความเชื่อใจที่ขาดสะบั้นลงในช่วงวิกฤตนั่นเอง

ในขณะที่ Alex Katz ซีอีโอจาก Kerberus มองว่า การโดนแฮ็กครั้งใหญ่ เปรียบเสมือน “โทษประหาร” ของโปรเจกต์คริปโต

แม้ทีมพัฒนาจะสามารถไล่แก้บั๊คทางเทคนิค จนระบบกลับมาปลอดภัย 100% แล้ว แต่ในโลกความเป็นจริง ผู้ใช้งานมักจะหนีหาย ทำให้สภาพคล่องในระบบแห้งเหือด และชื่อเสียงที่สร้างมาก็พังทลายลงอย่างถาวร

ยิ่งไปกว่านั้น Alex Katz ยังชี้ให้เห็นว่า ภัยคุกคามในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนจากการเจาะช่องโหว่ของโปรแกรม Smart Contract มาเป็นการโจมตีที่ “ความผิดพลาดของมนุษย์” แทน เช่น การหลอกให้เข้าเว็บปลอม หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวอย่าง private key หรือ seed phrase

แม้ว่าปี 2025 จะเป็นปีที่มืดมนของวงการคริปโต ด้วยตัวเลขความเสียหายจากการถูกแฮ็กที่พุ่งสูงถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกรณี Bybit ที่ถูกแฮ็กจนเสียหายมูลค่ามหาศาล 

ยอดแฮ็ก Bybit มูลค่าสูงถึง 1.4 พันล้านดอลล์! ตัวเลขนี้พุ่งสูงเกือบครึ่งของความเสียหายทั้งหมดในปี 2025 (ที่มา Chainalysis)

แต่สำหรับปี 2026 นี้ Mitchell Amador กลับมองว่า จะเป็นปีที่ระบบความปลอดภัยแข็งแกร่งที่สุด  เนื่องจากเขาสังเกตว่า แฮ็กเกอร์ยุคใหม่เริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเจาะโค้ดตรงๆ มาเป็นการใช้ AI ช่วยทำฟิชชิ่งหลอกล่อพฤติกรรมมนุษย์ให้เนียนขึ้นแทน 

อย่างไรก็ตาม วงการคริปโตก็ได้อัปเกรดความปลอดภัยขึ้นมาสู้ ทั้งการใช้ระบบ Firewall, เครื่องมือเฝ้าระวังบนบล็อกเชน (On-chain Monitoring) และมาตรฐานการตรวจสอบ (Audit) ที่เข้มงวดกว่าเดิม 

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้โปรเจกต์รอดพ้นวิกฤตในปีนี้คือ “ความเร็วในการรับมือ” ซึ่ง Amador ย้ำว่า ทีมงานต้องกล้าตัดสินใจหยุดระบบทันที และสื่อสารกับผู้ใช้แบบเรียลไทม์ แม้จะยังไม่มีข้อมูลครบถ้วน เพราะความโปร่งใสคือ เกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด

ที่มา : cointelegraph