สำนักข่าว Bloomberg รายงานข้อมูลที่น่าสนใจว่า ภายในเวลาเพียง 1 ปี หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัวเขาและครอบครัวสามารถสะสมความมั่งคั่งจากสินทรัพย์คริปโตได้สูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% หรือ 1 ใน 5 ของทรัพย์สินทั้งหมดที่ครอบครัวถือครองอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้พอร์ตคริปโตจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ภาพรวมความมั่งคั่งสุทธิของตระกูลทรัมป์ กลับ “แทบไม่ขยับขึ้นเลย” โดยยังคงนิ่งอยู่ที่ประมาณ 6.8 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับปีก่อน
เนื่องจากกำไรมหาศาลจากโลกดิจิทัล ถูกหักล้างด้วยมูลค่าหุ้นที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงของบริษัท Trump Media & Technology Group เจ้าของแพลตฟอร์ม Truth Social ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ โดนัลด์ ทรัมป์
ข้อมูลจาก Bloomberg เผยให้เห็นว่า ครอบครัวทรัมป์ไม่ได้แค่ถือคริปโตไว้เฉย ๆ แต่สามารถ “ทำกำไรเข้ากระเป๋าได้จริง” (Realized Profit) มูลค่าทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ โดยมีแหล่งรายได้หลัก มาจากโปรเจกต์ DeFi ที่ชื่อว่า World Liberty Financial (WLFI) และเหรียญมีมอย่างเป็นทางการของเขาเอง
แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าคือ “มูลค่าตัวเลข” ที่ยังไม่ได้ขายออกมา (unrealized profit) ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะเหรียญ Founder Tokens ของโปรเจกต์ World Liberty ที่ครอบครัวถือครองอยู่ ซึ่งมีมูลค่าตามราคาตลาดปัจจุบันสูงถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์
แต่สาเหตุที่ Bloomberg ยังไม่นับรวมมูลค่านี้เข้าไปในทรัพย์สินสุทธิ เพราะโทเคนเหล่านี้ ยังติดเงื่อนไขการล็อกทำให้ยังไม่สามารถโอนย้าย หรือขายออกมาได้ในขณะนี้นั่นเอง
ด้านโปรเจกต์ World Liberty Financial (WLFI) ของครอบครัวทรัมป์ ก็เคยสร้างปรากฏการณ์ราคาพุ่งแรงอย่างมากในช่วงเปิดตัว เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยราคาขยับขึ้นไปแตะระดับ $0.30 จนทำให้มูลค่าเหรียญที่ครอบครัวทรัมป์ถือครองอยู่พุ่งสูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว
แต่ปัจจุบันราคาได้ย่อตัวลงมาซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ $0.16 ต่อโทเคน โดยโปรเจกต์นี้ ขับเคลื่อนโดยลูกชายทั้งสองของทรัมป์ คือ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ และ อีริก ทรัมป์ ในฐานะผู้ก่อตั้งหลัก และมีตัวประธานาธิบดีทรัมป์เองรั้งตำแหน่ง “ผู้ร่วมก่อตั้งกิตติมศักดิ์”
ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวทรัมป์ยังได้ก้าวเข้าสู่โลก DeFi อย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชัน World Liberty Markets ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับกู้ยืม และปล่อยกู้คริปโต เพื่อขยายอิทธิพล และสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
แม้โปรเจกต์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ World Liberty ก็หนีไม่พ้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
ซึ่งนักวิเคราะห์และฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหลายฝ่ายต่างกังวลว่า การที่ประธานาธิบดีและครอบครัวเป็นเจ้าของธุรกิจคริปโตโดยตรง อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเร่งพิจารณากฎหมายและวางระเบียบข้อบังคับใหม่ ๆ เพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
ความทับซ้อนระหว่าง “บทบาทผู้นำโลก” กับ “เจ้าของแพลตฟอร์มการเงิน” จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองว่า นโยบายของรัฐบาลจะถูกออกแบบมา เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของครอบครัวทรัมป์ มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศหรือไม่
ที่มา : theblock

