งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า แชทบอท AI มีพลังในการโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้สูงกว่าป้ายโฆษณาหรือใบปลิวเสียงแบบดั้งเดิม และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับนักหาเสียงมืออาชีพเลยทีเดียว
แม้เรื่องนี้จะฟังดูน่ากังวลว่า AI อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายประชาธิปไตยหรือบงการการเลือกตั้ง แต่ผลการศึกษา กลับพบ “ข่าวดี” ที่น่าประหลาดใจคือ AI มักโน้มน้าวคนให้เปลี่ยนมุมมองทางการเมืองด้วยการใช้ “ข้อเท็จจริง” (Facts) และการให้เหตุผลที่สมเหตุสมผล มากกว่าการชักจูงแบบปั่นหัวหรือบงการด้วยอารมณ์
ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมก่อนหน้า ที่เราเคยเห็น AI สามารถทำให้คนที่เชื่อทฤษฎีสมคบคิด เปลี่ยนใจได้ด้วยข้อมูล ทำให้นักวิจัยบางส่วนยังคงมองโลกในแง่ดีว่า หากใช้ AI ในทางที่ถูก AI อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คน เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลได้ดีขึ้น
ผลการศึกษาจาก MIT ที่ทดลองกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายพันคนในสหรัฐฯ , แคนาดา และโปแลนด์ ยืนยันว่า ความกังวลเรื่อง AI แทรกแซงการเมืองไม่ใช่เรื่องเกินจริง
โดยทีมวิจัยพบว่า แชทบอท AI มีพลังเปลี่ยนใจคนได้ แม้ในเรื่องที่เปลี่ยนยากที่สุดอย่างการเลือกประธานาธิบดี ซึ่งทีมวิจัยได้ใช้การทดลองกับคน 2,400 คนในสหรัฐฯ โดยให้ผู้ทดสอบ บอกนโยบายหรือคุณสมบัติส่วนตัวของประธานาธิบดีที่ตัวเองให้ความสำคัญ พร้อมให้คะแนนความชอบต่อ Donald Trump และ Kamala Harris และอธิบายเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
จากนั้นทีมวิจัยก็ให้ AI นำข้อมูลเหล่านั้น มาใช้ชวนผู้ทดลองคุยเพียง 6 นาที เพื่อโน้มน้าวใจ โดยชวนคุย 3 คำถาม-คำตอบ
ผลปรากฏว่า คะแนนความชอบต่อผู้สมัครเปลี่ยนไปเฉลี่ยถึง 2.9 คะแนน และที่น่าตกใจคือ ผลลัพธ์นี้ยังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 1 เดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI สามารถสร้างอิทธิพลทางความคิดที่ฝังรากลึกและยาวนานกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด
ทีมวิจัยยังพบว่า การพูดคุยกับ AI สามารถเปลี่ยนระดับความคิดเห็นของคนได้สูงถึง 10 คะแนน ซึ่งมากกว่าการดูโฆษณาวิดีโอ ที่เปลี่ยนได้ 4.5 คะแนน และเปลี่ยนได้มากกว่า การโฆษณาแบบข้อความ ที่เปลี่ยนได้ 2.25 คะแนน ถึงหลายเท่าตัว
Sacha Altay นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซูริกระบุว่า อิทธิพลในระดับนี้ มีพลังเทียบเท่ากับการที่คุณได้นั่งพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว
และจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเกือบ 77,000 คนในสหราชอาณาจักร พบว่า เมื่อ AI พยายามปรับข้อความให้เข้ากับตัวบุคคลมากเกินไป พลังการโน้มน้าวกลับลดน้อยลง แต่มันจะทำงานได้ดีเยี่ยม เมื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นระบบ
ทำให้นักวิจัยสรุปได้ว่า ประชาธิปไตยยังมีความหวัง เพราะผู้คนยังพร้อมจะเปลี่ยนความคิดบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อมูลที่ถูกต้อง มากกว่าการถูกชักจูงด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง
แม้ผลการศึกษาในห้องทดลองจะดูน่าทึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Claes de Vreese จากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมได้ออกมาเตือนว่า ในโลกความเป็นจริง พฤติกรรมของคนอาจต่างออกไป เพราะคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้ตั้งใจมานั่งถกเถียงเรื่องการเมืองกับ AI อย่างเข้มข้นเหมือนในการทดลอง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการเลือกตั้งเนเธอร์แลนด์ปี 2025 กลับพบสถิติที่น่าสนใจว่า 1 ใน 10 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เริ่มใช้ AI เป็นที่ปรึกษาในการตัดสินใจเลือกพรรค หรือตรวจสอบนโยบายกันจริง ๆ แล้ว
ซึ่งตัวเลข 10% นี้ ถือว่ามีพลังมหาศาล และสามารถชี้ขาดผลการเลือกตั้งได้ทันที โดยเฉพาะในยุคที่การขับเคี่ยวทางการเมืองสูสีกันจนตัดสินกันด้วยคะแนนเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์
ที่มา : newscientist

