ในขณะที่โลกการเงินกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มตัว ดูเหมือนว่า “กำแพง” ระหว่างธนาคารพาณิชย์และคริปโตเคอร์เรนซีจะเริ่มสั่นคลอน เมื่อสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เริ่มออกมาแสดงความกังวลว่า Stablecoin โดยเฉพาะประเภทที่มีการจ่ายผลตอบแทน อาจเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เงินฝากไหลออกจากระบบธนาคารจนนำไปสู่ภาวะ “Bank Run” ครั้งใหญ่
ธนาคารระดับโลกอย่าง Standard Chartered ระบุในรายงานวิเคราะห์ว่า การยอมรับ Stablecoin ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินฝากในธนาคารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าเงินฝากจะถูกดึงออกจากระบบเทียบเท่ากับมูลค่าตลาด 1 ใน 3 ของ ของ Stablecoin (ปัจจุบันอยู่ที่ราว 3 แสนล้านดอลลาร์)

แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมองว่าความเสี่ยงของการ Bank run ยังเป็นเพียงทฤษฎีแต่ในปัจจุบัน สมาชิกสภานิติบัญญัติของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาสั่งห้ามการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการถือครอง Stablecoin ภายใต้ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต หรือที่รู้จักในชื่อ CLARITY Act ซึ่งขณะนี้กระบวนการล่าช้าออกไปเนื่องจากการประท้วงจากภายในอุตสาหกรรมคริปโต
Aaron Klein นักวิชาการอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์ เผยว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา Stablecoin ส่วนใหญ่ถูกใช้งานไปกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโต และถูกใช้เป็นที่กักเก็บความมั่งคั่งสำหรับประเทศที่ไม่ใช้ดอลลาร์ ด้วยเหตุผลสองข้อใหญ่นี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาหลักฐานยืนยันว่า Stablecoins กำลังสูบเงินฝากออกจากธนาคาร
Klein ให้ความเห็นว่า เรื่องที่กล่าวไปข้างต้นอาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตถ้าหากตลาด Stablecoin เกิดการบูมจริงๆ ตามคำกล่าวอ้างของคนในวงการ เมื่อนั้นธนาคารอาจถูกสูบเงินออกได้ นำมาสู่ปริมาณเงินทุนที่พร้อมหมุนเวียนในระบบลดลง เนื่องจากเงินฝากคือรากฐานสำคัญที่สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ
ดังนั้น การที่เงินฝากลดน้อยลงจึงส่งผลโดยตรงให้ปริมาณสินเชื่อที่พร้อมให้บริการลดลงตามไปด้วย และนั่นยั่งไม่รวมถึงข้อพิพาทเรื่องการส่งเงินข้ามพรมแดน และการทำ arbitrage ของคนบางกลุ่ม
สอดคล้องกับความเห็นของผู้แทนจากสำนักธนาคารในยุโรป (EBA) ที่มองว่า ปัจจุบัน Stablecoin ถูกใช้เป็นช่องทางการชำระเงินแค่ภายในโลกคริปโต และยังไม่ได้ถูกยอมรับโดยผู้บริโภคทั่วไป ดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่เห็นถึงความเสี่ยงของภัยคุกคามจากการหันมาใช้สกุลเงินอื่นเช่นดอลลาร์แทนที่จะใช้ยูโร
จริงอยู่ที่ Stablecoin อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเงินได้ แต่ด้วยการกำกับดูแลที่ดี เทคโนโลยีนี้จะทำให้สหภาพยุโรปลดการพึ่งพา Stablecoin จะประเทศอื่นได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ที่สนับสนุน Stablecoin กลับไม่ชอบใจกับการกีดกั้นไม่ให้เหรียญสร้างเงินปันผลได้ โดยพวกเขามองว่าจะยิ่งเป็นการทำให้เงินทุนหลุดรอดออกจากสายตาของสหรัฐฯ เป็นการไม่ปกป้องระบบการเงินของประเทศ และยังทำให้นักลงทุนสถาบันตีตัวออกห่าง
Jeremy Allaire ซีอีโอของ Circle ผู้ออกเหรียญ USDC ยืนยันหนักแน่นว่า การจ่ายดอกเบี้ยปันผลของ Stablecoin จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อธนาคาร และไอเดียของการ Bank run เพราะ Stablecoin ก็เป็นเรื่องไร้สาระ
สุดท้ายนี้ Anthony Scaramucci มองว่าความกังวลเรื่องเสถียรภาพเป็นเพียง “ฉากหน้า” เพราะเหตุผลที่แท้จริงคือธนาคารต้องการสกัดกั้นคู่แข่งหน้าใหม่ออกไปจากตลาดเพียงเท่านั้น การล็อบบี้เพื่อไม่ให้ Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยได้จึงถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์เตะตัดขาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง โลกการเงินไม่ได้หยุดรอใคร เห็นได้ชัดจากธนาคารกลางจีนที่ไฟเขียวให้จ่ายดอกเบี้ยผ่านหยวนดิจิทัล (e-CNY) ไปแล้ว หากฝั่งตะวันตกยังมัวแต่กีดกันแทนที่จะปรับตัว สุดท้ายแล้วผู้ใช้บริการจะเป็นคนตัดสินเองว่า “ระบบไหน” ที่เห็นค่าของเงินในกระเป๋าพวกเขามากกว่ากัน
ที่มา : Cointelegraph

