หลังจากที่ราคา Bitcoin ร่วงลงไปแตะระดับ $74,000 เมื่อวานนี้ กลิ่นอายความกลัวเรื่อง “Crypto Winter” หรือฤดูหนาวที่แสนยาวนานของตลาดคริปโตก็เริ่มกลับมาหลอกหลอนนักลงทุนอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามว่านี่คือโอกาส “ช้อนซื้อของถูก” หรือเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมี ?
ล่าสุดดูเหมือนฝั่งขาลงจะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อนักวิเคราะห์ชื่อดังจาก Bloomberg ได้ออกมาโรงเตือนนักลงทุนว่า อย่าเพิ่งรีบช้อน เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่การพักฐานธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของการล้างบางครั้งใหญ่ที่อาจลาก Bitcoin ลงไปลึกถึง $50,000
Mike McGlone นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับอาวุโสของ Bloomberg ได้ออกมาเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตการเงินปี 2008 โดยเขามองว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin, แร่เงิน และทองแดง กำลังอยู่ในภาวะที่มีมูลค่าสูงเกินจริงและตลาดกำลังเข้าสู่เฟสของการ “กำจัดจุดอ่อน”
McGlone ชี้ชัดว่า ตราบใดที่ความผันผวนในตลาดหุ้นยังต่ำ สินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้จะยังคงถูกเทขายต่อไป พร้อมย้ำเตือนนักลงทุนว่า:
“ปีนี้ไม่ใช่ปีของการเก็งกำไร แต่เป็นปีของพันธบัตรสหรัฐฯ”
โดยเขามองเป้าหมายราคา Bitcoin ว่ามีโอกาสไหลรูดลงไปทดสอบแนวรับที่ระดับ $50,000 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขาลงรอบนี้อาจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และอาจกินเวลายาวนานหลายเดือน
ในขณะที่ Bloomberg มองโลกในแง่ร้าย Dave Weisberger กูรูอีกท่านในวงการกลับมองต่างมุม โดยเขาระบุว่าการร่วงลงครั้งนี้เป็นเพียง “Time-based capitulation” หรือการที่นักลงทุนยอมแพ้ต่อระยะเวลาที่ยืดเยื้อเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่พังทลายแต่อย่างใด
Weisberger ยังได้เปรียบเทียบความแข็งแกร่งของ Bitcoin กับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยระบุว่าการที่ “โลหะเงิน” ร่วงลงกว่า 40% นั้น มีพฤติกรรมผันผวนรุนแรงไม่ต่างอะไรกับ “เหรียญ Altcoin” ในขณะที่ Bitcoin ซึ่งเปิดเทรด 24 ชั่วโมงและมีความโปร่งใสสูง กลับมีเสถียรภาพที่ดีกว่า
เขายังเชื่อมั่นว่า จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่การกำกับดูแลของ Fed และในระยะยาว Bitcoin จะถูกยอมรับในฐานะ “Clean Collateral” หรือหลักประกันที่ใสสะอาด และจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของระบบการเงินโลกในที่สุด
ปิดท้ายด้วยมุมมองระดับมหภาคจาก James Lavish ที่ออกมาเตือนถึงระเบิดเวลาลูกใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเผชิญทางตันในการหมุนเวียนหนี้มูลค่ามหาศาลกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางดอกเบี้ยที่ไม่ได้ถูกเหมือนในอดีต
Lavish กล่าวประโยคที่น่าสนใจว่า:
“Bitcoin เปรียบเสมือน Tip of the risk spear หรือปลายหอกของความเสี่ยง มันคือสินทรัพย์ตัวแรกที่จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อเกิดวิกฤตสภาพคล่องในตลาดโลก”
ดังนั้น การดิ่งลงรอบนี้อาจไม่ใช่แค่ปรับฐาน แต่คือสัญญาณเตือนระดับโลก ท่ามกลางตลาดที่กำลังจับตามองว่า ระดับราคา Bitcoin ที่ $50,000 จะเป็นจุดต่ำสุดจริงหรือไม่
ที่มา:bitcoinsestemi

