<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Clarity Act เผชิญกับทางตัน! ทำเนียบขาวขีดเส้นตาย หาจุดร่วมให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

การเจรจาผลักดันกฎหมายคริปโตฉบับสำคัญอย่าง Clarity Act ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตและกลุ่มล็อบบี้ธนาคารยังตกลงกันไม่ได้ ในประเด็น “การจ่ายผลตอบแทนของ Stablecoin” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจ 

แต่สถานการณ์กลับยิ่งแย่ลง เมื่อมีข่าวฉาวเรื่องกองทุนจาก UAE ทุ่มเงิน 500 ล้านดอลลาร์ ลงทุนในธุรกิจคริปโตของครอบครัวโดนัลด์ ทรัมป์ หลุดออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้กฎหมายที่ควรจะสร้างความชัดเจนให้กับตลาด กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักเรื่องความโปร่งใส และผลประโยชน์ทับซ้อน จนเสี่ยงที่จะทำให้วาระด้านคริปโตทั้งหมดของรัฐบาลต้องหยุดชะงักลง

การประชุมที่ทำเนียบขาวครั้งนี้ กลายเป็นเวทีดวลเดือดที่คุยกันกว่า 2 ชั่วโมง แต่หาข้อยุติไม่ได้ เมื่อตัวแทนจากยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase, Circle และ Ripple ต้องเปิดศึกกับกลุ่มธนาคารดั้งเดิม ในประเด็น “Stablecoin ควรจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่” 

โดยฝั่งธนาคารคัดค้านหัวชนฝา เพราะกลัวว่าหากอนุญาตให้ทำได้ เงินฝากมหาศาลกว่า $6.6 ล้านล้าน อาจไหลออกจากธนาคารไปซบ Stablecoin แทน จนกลายเป็นระบบการเงินคู่ขนานที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่ฝั่งคริปโตก็สวนกลับทันควันว่า ธนาคารแค่กลัวการแข่งขัน และพยายามถ่วงเวลา 

ความขัดแย้งนี้ รุนแรงถึงขั้นที่ Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ พร้อมทิ้งท้ายอย่างดุเดือดว่า “ยอมไม่มีกฎหมายเสียเลยยังดีกว่า ต้องทนใช้กฎหมายที่แย่” ทำให้ทำเนียบขาวต้องสั่งให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปหาจุดร่วมให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตามหากกฎหมาย Clarity Act ถูกบังคับใช้จริง จะกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่กลับมาเชือดธุรกิจของครอบครัวทรัมป์เอง เพราะกฎหมายนี้ต้องคุมเข้ม Stablecoin ทุกตัวในสหรัฐฯ รวมถึงเหรียญ USD1 ของ World Liberty ด้วย นั่นหมายความว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องยอมเซ็นอนุมัติกฎหมายที่อาจจำกัดการจ่ายผลตอบแทน หรือเพิ่มภาระทางภาษี ซึ่งจะลดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจตัวเองทันที 

ในขณะที่ฝั่งเดโมแครตอย่าง Elizabeth Warren ก็ออกมาสับเละว่า นี่คือ “การคอร์รัปชันอย่างชัดเจน” และพยายามบีบให้มีการสอบสวน แต่เนื่องจากพรรครีพับลิกันกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในสภา โอกาสที่จะเห็นการตรวจสอบอย่างจริงจังจึงดูเลือนลางเหลือเกิน

ทางรอดของกฎหมายคริปโตก็เริ่มน้อยลงทุกที แม้ร่างกฎหมายจะผ่านด่านคณะกรรมาธิการเกษตรมาได้ แต่ตอนนี้กำลังติดขั้นตอนอยู่ที่คณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา ซึ่งฝั่งเดโมแครตใช้เป็นฐานที่มั่นในการต่อรอง โดยพวกเขาไม่ได้เรียกร้องแค่ความโปร่งใสเรื่องจริยธรรมของทรัมป์เท่านั้น แต่ยังบีบให้เพิ่มมาตรการป้องกันการฟอกเงินที่เข้มงวดขึ้นด้วย 

ขณะเดียวกัน อัยการนิวยอร์กก็ออกมาตอกย้ำว่า กฎหมายนี้อาจเปิดช่องให้อาชญากรฟอกเงินซ่อนทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น จนทำให้คำสัญญาของทรัมป์ที่ว่า จะรีบเซ็นกฎหมายคริปโตดูห่างไกลออกไปทุกที

ความไม่แน่นอนที่รุมเร้านี้เอง ที่เป็นตัวกดดันให้ราคา Bitcoin ร่วงลงถึง 40% จากจุดสูงสุด เพราะนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจว่า “ยุคทองของคริปโตในสหรัฐฯ” จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

ลิงก์ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่มา : beincrypto