ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า Binance ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือครองเหรียญ USD1 Stablecoin ของโปรเจกต์ World Liberty Financial ที่เชื่อมโยงกับครอบครัว โดนัลด์ ทรัมป์ รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยถือครองซัพพลายสูงถึง 87% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์ จากเหรียญทั้งหมดที่มีหมุนเวียนอยู่ 5.36 พันล้านดอลลาร์
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Binance ตัดสินใจปรับพอร์ตในกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ ‘SAFU’ โดยเปลี่ยน Stablecoin มูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์ ไปซื้อ Bitcoin แล้วจำนวน 4,225 BTC เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในช่วงตลาดผันผวน
ซึ่งภาพรวมของตลาด Stablecoin ทั้งระบบตอนนี้ มีมูลค่าพุ่งสูงถึง 3.14 แสนล้านดอลลาร์ แม้ USD1 จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เบอร์หนึ่งอย่าง Tether ( USDT) ก็ยังคงครองแชมป์ด้วยซัพพลายมหาศาลกว่า 1.84 แสนล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตามแม้ว่า Binance จะถือครองเหรียญ USD1 ในสัดส่วนที่สูงลิ่ว แต่ที่น่าสนใจคือ Binance US กลับถือครองเหรียญ USD1 มูลค่าเพียงแค่ประมาณ $1,119 ดอลลาร์ เท่านั้น
ข้อมูลนี้สะท้อนชัดเจนว่า กลุ่มคนที่แห่กันใช้ USD1 คือ นักลงทุนหรือนิติบุคคลจาก “นอกสหรัฐฯ” เป็นหลัก โดยความสำเร็จที่ทำให้ USD1 มียอดทะลุ 5 พันล้านดอลลาร์จนติดอันดับโลกได้ในเวลาอันสั้น ส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันผ่านแคมเปญโปรโมชันของ Binance นั่นเอง
โปรเจกต์ World Liberty Financial ผู้ออกเหรียญ USD1 นี้ ก่อตั้งเมื่อเดือน ก.ย. 2024 โดยครอบครัวโดนัลด์ ทรัมป์ ถือหุ้นอยู่ราว 38% และมีสิทธิรับรายได้จากการขายโทเคน WLFI สูงถึง 75%
ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ได้เปิดเผยรายได้จากโปรเจกต์นี้แล้วกว่า 57.4 ล้านดอลลาร์ โดยเขายังคงมีอำนาจควบคุมธุรกิจควบคู่ไปกับการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
Binance กำลังเดินเกมรุกด้วยการทุ่มทรัพยากรหนุนเหรียญ USD1 อย่างสุดตัว ตั้งแต่การยอมตัดรายได้หลัก ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมการแลกเหรียญ ไปจนถึงการจัดงบรางวัลสูงถึง 40 ล้านดอลลาร์ ให้กับผู้ถือครอง USD1 ซึ่งท่าทีที่ใกล้ชิดผิดปกติระหว่าง Binance กับโปรเจกต์ของครอบครัว โดนัลด์ ทรัมป์ นี้ ทำให้กำลังถูกจับตามองจากฝ่ายนิติบัญญัติในสภาคองเกรสอย่างหนัก
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นทั้งผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากธุรกิจนี้ และเป็นผู้กำหนดนโยบายคริปโตของประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ CZ อดีตซีอีโอได้รับอภัยโทษจาก โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีก่อน ก็ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยที่ว่า Binance อาจกำลังใช้ความสัมพันธ์ทางการเมืองนี้ เป็นใบเบิกทาง เพื่อหาโอกาส “หวนคืนสู่ตลาดสหรัฐฯ” อีกครั้ง หลังจากที่เคยถูกสั่งแบนไปก่อนหน้านี้
ที่มา : cryptopolitan

