<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เลือดสาด 2.5 หมื่นล้านบาท! กองทุน Jack Yi ล้างพอร์ต ETH เกลี้ยง-ด้านกูรูชี้ ราคา ETH ถึงก้นเหวแล้ว?

สรุปข่าว
  • Trend Research กองทุนภายใต้การนำของ Jack Yi ผู้ก่อตั้ง LD Capital ขาดทุนหนักถึง 750 ล้านดอลลาร์ หลังถูกบีบให้ขาย ETH กว่า 650,000 เหรียญเพื่อหนี Liquidation ใน Aave
  • กองทุนใช้กลยุทธ์ Leverage Loop ซื้อ ETH ที่ราคาเฉลี่ย 3,267 ดอลลาร์ แล้วขายทิ้งที่ราคาเฉลี่ย 2,055 ดอลลาร์ เหลือ ETH ในพอร์ตเพียง 0.0344 เหรียญ มูลค่า 72 ดอลลาร์
  • แม้ Jack Yi จะเคยทำกำไรหลายร้อยล้านดอลลาร์จากการซื้อขายในช่วงต้นปี 2025 แต่การเดิมพันครั้งนี้กลับสูญเสียเงินต้นไปกว่า 448 ล้านดอลลาร์

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การที่กองทุนขนาดใหญ่อย่าง Trend Research ถูกบังคับขายพอร์ต ETH ออกมากว่า 650,000 เหรียญ เป็นสัญญาณ Capitulation ที่อาจบ่งบอกว่าตลาด ETH กำลังเข้าใกล้จุดต่ำสุด เพราะในอดีตเมื่อ Whale รายใหญ่ยอมแพ้และขายขาดทุน มักเป็นจุดเปลี่ยนของตลาด อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น การขายออกมาจำนวนมากดังกล่าวยังคงสร้างแรงกดดันให้กับราคา ETH และทำให้นักลงทุนรายอื่นๆ หวาดกลัว ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางคนมองว่า Q2 2026 อาจเป็นจุดต่ำสุดของ ETH และนี่อาจเป็นโอกาสซื้อสำหรับนักลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่า BitMine กลับเพิ่มการซื้อ ETH อีก 42 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน

กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์คริปโต เมื่อ Trend Research กองทุนยักษ์ใหญ่ภายใต้การนำของ Jack Yi ผู้ก่อตั้ง Liquid Capital หรือชื่อเดิม LD Capital ต้องเผชิญกับฝันร้ายจากการเดิมพันข้างเดียวใน Ethereum ตามรายงานจาก CoinDesk และ BeInCrypto เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026

โดยข้อมูล On-chain จาก Lookonchain และ Arkham Intelligence ยืนยันว่า กองทุนขาดทุนหนักถึง 750 ล้านดอลลาร์ หลังถูกบีบให้ขาย ETH ออกมาแบบเทกระจาดกว่า 651,757 เหรียญ มูลค่ารวม 1.34 พันล้านดอลลาร์ เพื่อหนีตายจากการถูก Liquidation ในโปรโตคอล Aave

การขายครั้งนี้ทำให้กองทุนเหลือ ETH ในพอร์ตเพียง 0.0344 เหรียญ มูลค่าประมาณ 72 ดอลลาร์ พร้อมเงินสด USDC ประมาณ 10,000 ดอลลาร์ ถือเป็นการล้างพอร์ตเกือบหมดจด

จากวีรบุรุษสู่ผู้แพ้ Leverage สูงเกินไป

สาเหตุของหายนะครั้งนี้เกิดจากการที่ Trend Research ใช้กลยุทธ์ Leverage Loop ซึ่งเป็นการนำ ETH ไปค้ำประกันใน Aave เพื่อกู้ Stablecoin มาซื้อ ETH เพิ่ม แล้วนำ ETH ที่ซื้อใหม่ไปค้ำประกันกู้อีก วนไปเรื่อยๆ จนมีพอร์ต ETH มหาศาลกว่า 792,532 เหรียญ มูลค่าประมาณ 2.59 พันล้านดอลลาร์ ซื้อมาที่ราคาเฉลี่ย 3,267 ดอลลาร์ต่อเหรียญ

กลยุทธ์นี้ทำงานได้ดีเมื่อราคา ETH ขึ้น แต่กลายเป็นระเบิดเวลาเมื่อราคา ETH เริ่มร่วง โดยเฉพาะเมื่อ ETH ร่วงหลุด 1,800 ดอลลาร์ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ไปแตะต่ำสุดที่ 1,750 ดอลลาร์ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ทำให้มูลค่าหลักประกันลดฮวบและใกล้ถึงจุด Liquidation หลายระดับระหว่าง 1,698-1,562 ดอลลาร์

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูก Liquidation แบบบังคับ ซึ่งจะทำให้ขาดทุนหนักยิ่งกว่า กองทุนจึงตัดสินใจขาย ETH ออกมาเองเพื่อชำระหนี้ โดยในช่วง 5 วันส่งโอน ETH ไปยัง Binance กว่า 332,000 เหรียญ มูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ และขายออกไปที่ราคาเฉลี่ย 2,055 ดอลลาร์ต่อเหรียญ

จาก Bull ตัวยงสู่การยอมรับความพ่ายแพ้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือ Jack Yi เคยเป็น Bull ตัวยงของ Ethereum มาตั้งแต่ปี 2015 และเคยประสบความสำเร็จอย่างมากในการซื้อขายครั้งก่อนหน้า

ในช่วงกลางปี 2025 Jack Yi เริ่มซื้อสะสม ETH ตั้งแต่ราคาต่ำสุดที่ 1,385 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน และขายทิ้งที่ราคาประมาณ 4,700 ดอลลาร์ในต้นเดือนตุลาคม ก่อนที่ตลาดจะพังในวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ทำให้ได้กำไรหลายร้อยล้านดอลลาร์จากการซื้อขายครั้งนั้น

แต่หลังจากนั้นเขากลับเข้าซื้อ ETH อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยคาดหวังว่า ETH จะพุ่งไปแตะ 10,000 ดอลลาร์ในปี 2026 ตามที่เขาเคยประกาศไว้ว่า ถ้า Bitcoin ไปแตะ 300,000 ดอลลาร์ ETH ก็น่าจะไปแตะ 10,000 ดอลลาร์

เขาเคยทวีตเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2025 ว่า จะเตรียมเงินอีก 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ ETH เพิ่ม และเตือนคนอื่นว่าอย่า Short ETH เพราะนี่คือโอกาสทางประวัติศาสตร์

แต่แล้วตลาดก็หักหลัง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2026 Jack Yi ยังทวีตว่า ความผันผวนตอนนี้เป็นแค่ช่วง Short Phase ที่บ้าที่สุด และจะไม่เปลี่ยนเทรนด์ Bull Market ในระยะยาว

แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา เมื่อ ETH ร่วงหนักลงต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป Jack Yi ต้องยอมขายขาดทุนเพื่อหนีการถูก Liquidate

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เขาทวีตข้อความปรัชญาว่า ชีวิตคือการเดินทางที่ยาวนาน และในทุกขั้นตอนจะมีความล้มเหลวและสิ่งที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้น

ตัวเลขความสูญเสียที่น่าสะพรึง

ตามการวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์ On-chain Yu Jin กองทุนสูญเสียไปทั้งหมด

  • กำไรที่เคยทำได้ในรอบก่อน ประมาณ 315 ล้านดอลลาร์ หายไปหมด
  • เงินต้น สูญเสียไปอีก 448 ล้านดอลลาร์
  • รวมขาดทุนทั้งหมด ประมาณ 750-763 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับวิธีคำนวณ

นี่หมายความว่า ไม่เพียงแต่กำไรที่เคยทำไว้จะหายไปหมด แต่ยังขาดทุนเข้าไปในเงินต้นอีกเกือบครึ่งพันล้านดอลลาร์

ตรงข้ามกับ BitMine ที่ยังซื้อต่อ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลาเดียวกันที่ Trend Research กำลังขายทิ้ง กลับมีบริษัทอย่าง BitMine ซึ่งเป็น Corporate Holder ที่ถือ ETH มากที่สุดในโลก กลับเพิ่มการซื้อ ETH อีก 42 ล้านดอลลาร์

นี่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในกลยุทธ์ Trend Research ใช้ Leverage สูงจึงถูกบังคับขาย ขณะที่ BitMine ไม่ได้ใช้ Leverage จึงสามารถถือต่อได้และมองว่านี่เป็นโอกาสซื้อ

นักวิเคราะห์อย่าง Joao Wedson จาก Alphactal มองว่า ราคาต่ำสุดของ ETH น่าจะเกิดขึ้นก่อน Bitcoin หลายเดือน และตัวชี้วัดบางตัวบอกว่า Q2 2026 อาจเป็นจุดต่ำสุดของ ETH โดยเขาระบุว่า การ Capitulate ได้เกิดขึ้นแล้ว และ Realized Loss กำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ชัดเจนว่า แม้คุณจะเป็นนักลงทุนมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี มีทีมวิจัยที่แข็งแกร่ง และเคยประสบความสำเร็จมามากมาย แต่ถ้าใช้ Leverage สูงเกินไป ก็อาจล้มได้ในพริบตา โดยเฉพาะกลยุทธ์ Leverage Loop ที่ Jack Yi ใช้ เป็นกลยุทธ์ที่อันตรายมาก เพราะเมื่อราคาลง มูลค่าหลักประกันจะลดลงเร็วกว่าปกติ และอาจถูก Liquidate ได้ง่าย สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Jack Yi จะขาดทุนหนัก แต่เขาก็ยังคงมองว่าตัวเองยังเชื่อใน Bull Market ระยะยาว แค่เรียกมันว่า การควบคุมความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน การที่กองทุนขนาดใหญ่อย่าง Trend Research ยอมขายขาดทุน อาจเป็นสัญญาณว่า ETH กำลังเข้าใกล้จุดต่ำสุดจริงๆ เพราะในอดีตเมื่อ Whale รายใหญ่ยอมแพ้ มักเป็นจุดเปลี่ยนของตลาด แต่ถ้าจะเข้าซื้อ อย่าใช้ Leverage สูง เพราะอาจกลายเป็น Jack Yi คนต่อไป!

ที่มา: X