สรุปข่าว
- ธนาคารกลางมาเลเซียประกาศเปิดทดสอบระบบเงินดิจิทัลจริงจัง โดยมี 3 โครงการนำร่องที่จะทดลองใช้เงินริงกิตในรูปแบบ stablecoin และเงินฝากธนาคารที่เปลี่ยนเป็นดิจิทัล
- ธนาคารใหญ่ ๆ อย่าง Standard Chartered, CIMB และ Maybank พร้อม Capital A (บริษัทแม่ของ AirAsia) เข้าร่วมทดสอบจริง เน้นใช้โอนเงินข้ามประเทศให้เร็วและถูกกว่าเดิม
- ตั้งเป้าจะออกกฎเกณฑ์ชัดเจนภายในปลายปี 2026 เพื่อให้ธุรกิจและธนาคารรู้ว่าจะเล่นในกรอบแบบไหน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับแผนสร้างเงินดิจิทัลของธนาคารกลางในอนาคต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
ธนาคารกลางมาเลเซียทดสอบเงินดิจิทัลริงกิตจริงจังกับธนาคารใหญ่ 3 แห่ง แสดงว่าสถาบันการเงินหลักกำลังลงทุนจริงในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่สำคัญคือจะออกกฎเกณฑ์ชัดเจนภายในปลายปี 2026 ช่วยลดความกังวลเรื่องกฎหมายที่นักลงทุนสถาบันต้องการ นอกจากนี้ มาเลเซียเป็นส่วนหนึ่งของกระแสใหญ่ในเอเชีย (ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น) ที่แข่งขันพัฒนา stablecoin และ RWA tokenization ซึ่งจะเปิดตลาดมูลค่าหลายล้านล้านบาทเข้ามาใช้ blockchain แม้ไม่ส่งผลทันที แต่เป็นพื้นฐานแข็งแกร่งสำหรับการเติบโตระยะยาวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ธนาคารกลางมาเลเซีย หรือที่เรียกกันว่า Bank Negara Malaysia (BNM) ประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าจะเปิดทดสอบระบบเงินดิจิทัลจริงจัง โดยมี 3 โครงการนำร่องที่จะลองใช้เงินริงกิต (สกุลเงินของมาเลเซีย) ในรูปแบบดิจิทัลผ่านเทคโนโลยี blockchain
โครงการทั้งหมดจะดำเนินการผ่าน Digital Asset Innovation Hub ซึ่งเป็นพื้นที่ทดลองพิเศษที่ธนาคารกลางตั้งขึ้นเพื่อให้บริษัทและธนาคารต่าง ๆ มาทดลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ ภายใต้การกำกับดูแล
เป้าหมายหลักของโครงการคือต้องการให้การโอนเงินข้ามประเทศเร็วขึ้น ถูกลง และปลอดภัยกว่าเดิม โดยใช้เงินริงกิตในรูปแบบดิจิทัล ไม่ต้องผ่านธนาคารแบบเดิม ๆ ที่ใช้เวลานานและมีค่าธรรมเนียมสูง นอกจากนี้ ยังมีการทดลองเปลี่ยนสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตร ให้กลายเป็นดิจิทัลบน blockchain เพื่อให้ซื้อขายแบ่งปันได้ง่ายขึ้น
ที่น่าสนใจคือธนาคารกลางระบุชัดเจนว่าผลจากการทดลองนี้จะนำไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาเงินดิจิทัลของธนาคารกลาด (CBDC) ในอนาคตด้วย ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการปูทางสู่ระบบการเงินยุคใหม่
3 โครงการทดลองที่จะเปลี่ยนวิธีโอนเงิน
มาดูกันว่าทั้ง 3 โครงการนี้คืออะไรบ้าง และแต่ละโครงการจะช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง
โครงการแรก เป็นการทดลองให้ธุรกิจโอนเงินถึงกันโดยใช้เงินริงกิตดิจิทัล ซึ่งดำเนินการโดย Standard Chartered Bank ร่วมกับ Capital A (บริษัทแม่ของสายการบิน AirAsia) ลองนึกภาพว่า ปกติถ้า AirAsia ต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ในต่างประเทศ ต้องผ่านธนาคารหลายแห่ง ใช้เวลาหลายวัน แถมมีค่าธรรมเนียมแพง แต่ถ้าใช้ระบบนี้ โอนเงินได้เลยภายในไม่กี่นาที ค่าธรรมเนียมก็ต่ำลงมาก
โครงการที่สองและสาม เป็นการทดลองของธนาคาร Maybank และ CIMB โดยจะเปลี่ยนเงินฝากของลูกค้าให้กลายเป็นดิจิทัลบน blockchain ลูกค้าก็ยังฝากเงินกับธนาคารเหมือนเดิม แต่ระบบหลังบ้านจะใช้เทคโนโลยี blockchain ทำให้โอนเงินได้เร็วขึ้น ทั้งในประเทศและข้ามประเทศ ธนาคารทั้งสองจะเก็บข้อมูลว่าใช้เวลานานแค่ไหน ปลอดภัยขนาดไหน และมีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า
นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังบอกอีกว่าจะต้องดูด้วยว่าระบบเหล่านี้เข้ากันได้กับหลักการอิสลามหรือไม่ เพราะมาเลเซียเป็นประเทศที่มีระบบการเงินอิสลามที่แข็งแรง และต้องแน่ใจว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ขัดกับหลักศาสนา
มีแผนไปถึงไหนแล้ว
มาเลเซียไม่ได้ทำแบบลองผิดลองถูก แต่มีแผนงานชัดเจนตั้งแต่ปีที่แล้ว ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ทางการได้เผยแพร่แผนงาน 3 ปีที่จะค่อย ๆ ทดลองเปลี่ยนสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้เป็นดิจิทัลในหลายภาคส่วน
แผนนี้ครอบคลุมหลายเรื่อง เช่น การจัดการสินค้าตั้งแต่โรงงานจนถึงลูกค้า (supply chain) การสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เข้ากับหลักอิสลาม การทำให้คนธรรมดาเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น การตั้งโปรแกรมให้เงินทำงานอัตโนมัติ (เช่น จ่ายบิลทุกเดือนเอง) และที่สำคัญคือการโอนเงินข้ามประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่ต้องรอวันทำการหรือเวลาทำการของธนาคาร
ที่น่าสนใจคือธนาคารกลางบอกว่าภายในปลายปี 2026 จะออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าใครจะทำ stablecoin หรือเงินฝากดิจิทัลได้บ้าง ต้องทำอย่างไร และมีเงื่อนไขอะไร นี่เป็นข่าวดีมากสำหรับธุรกิจ เพราะจะได้รู้กรอบชัดเจนแทนที่จะต้องเดาว่ากฎหมายจะเป็นยังไง
เจ้าชายเองก็ลงมาทำ Stablecoin
ที่จริงก่อนที่ธนาคารกลางจะประกาศโครงการนี้ ในเดือนธันวาคม 2025 ก็มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว คือ Ismail Ibrahim ซึ่งเป็นบุตรชายคนโต้งของพระมหากษัตริย์มาเลเซีย ได้เปิดตัวเงินดิจิทัลริงกิตชื่อ RMJDT ผ่านบริษัท Bullish Aim ที่เขาเป็นเจ้าของ
RMJDT นี้มีเงินริงกิตจริง ๆ และพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียหนุนหลังอยู่ มีจำนวนเริ่มต้น 500 ล้าน token มูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท ออกบน Zetrix ซึ่งเป็น blockchain ที่มาเลเซียพัฒนาขึ้นเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
แต่ตอนนี้ RMJDT ยังอยู่ในขั้นทดลองภายใต้การดูแลของธนาคารกลาง ยังไม่เปิดให้คนทั่วไปซื้อขายได้ เป้าหมายคือต้องการให้ธุรกิจต่างชาติสามารถใช้เงินริงกิตมาซื้อขายกับมาเลเซียได้ง่ายขึ้น และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ที่น่าสนใจคือบริษัท Bullish Aim ยังตั้ง Digital Asset Treasury Company ขึ้นมาด้วย โดยเอา Zetrix token มูลค่าประมาณ 3,600 ล้านบาทมาเก็บไว้เป็นทุนสำรอง และวางแผนจะเพิ่มเป็น 7,200 ล้านบาท แนวคิดนี้ลอกมาจากบริษัทอย่าง MicroStrategy ที่เก็บ Bitcoin ไว้เป็นทุนสำรอง เงินส่วนนี้จะใช้จ่ายค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมบน blockchain และช่วยให้ระบบทำงานได้เสถียร
ในเดือนเดียวกัน Standard Chartered Bank และ Capital A ก็ประกาศว่าจะลองทำ stablecoin ริงกิตเหมือนกัน แต่เป็นแบบที่ใช้ระหว่างองค์กรใหญ่ ๆ เท่านั้น ไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปใช้ เหมือนเป็นเงินสำหรับโอนระหว่างธนาคารกับธนาคาร หรือระหว่างประเทศกับประเทศ
เอเชียกำลังแข่งกันทำเงินดิจิทัล
มาเลเซียไม่ได้เดินคนเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่กำลังแข่งกันพัฒนาเงินดิจิทัลและ stablecoin
ฮ่องกงออกกฎหมายเรื่อง stablecoin ไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว และกำลังดำเนินการโครงการ Ensemble ที่ทดลองเปลี่ยนเงินฝากธนาคารเป็นดิจิทัล สิงคโปร์ก็มีกฎหมาย stablecoin แล้วเช่นกัน และมีโครงการ Guardian ที่ให้ธนาคารต่าง ๆ มาร่วมทดลอง
ส่วนญี่ปุ่นก็ไม่น้อยหน้า เปิดตัว stablecoin ที่ผูกกับเงินเยนชื่อ JPYC ไปแล้วเมื่อปลายปี 2025 ธนาคารใหญ่ที่สุด 3 แห่งของประเทศยังเริ่มโครงการนำร่องร่วมกันเพื่อให้บริษัทใช้ stablecoin จ่ายเงินถึงกันได้
ในระดับโลก บริษัทใหญ่ ๆ ก็กระโดดเข้ามาเล่นกันหมด PayPal มี stablecoin ชื่อ PYUSD Visa และ Mastercard กำลังลองให้ร้านค้ารับชำระด้วย stablecoin ได้ ธนาคารอย่าง JPMorgan พัฒนาระบบ Onyx blockchain เพื่อให้ลูกค้าโอนเงินได้เร็วขึ้น ขณะที่ HSBC และ Standard Chartered ก็มีโครงการทดลองเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่เหมือนกัน
การแข่งขันแบบนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะแต่ละประเทศจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้แพ้คู่แข่ง และในที่สุดคนธรรมดาอย่างเราก็จะได้ใช้ระบบที่ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่าในอนาคต
ในความเห็นของผู้เขียน สิ่งที่มาเลเซียทำอยู่นี้ไม่ใช่แค่การทดลอง แต่เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับระบบการเงินในอนาคต การที่มีแผนงานชัดเจน มีกำหนดเวลาแน่นอน และมีธนาคารใหญ่ ๆ เข้าร่วมจริงจัง แสดงว่าไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์หรือทำเพื่อให้ดูทันสมัย ที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับหลักการอิสลาม แสดงว่ามาเลเซียไม่ได้ลอกเลียนแบบตะวันตกตามตัว แต่กำลังสร้างโมเดลที่เหมาะกับบริบทของตัวเอง
คาดว่าในปลายปี 2026 เมื่อมาเลเซียออกกฎเกณฑ์ชัดเจน เราจะเห็นธุรกิจและบริษัทต่าง ๆ เริ่มใช้ระบบเหล่านี้กันจริงจัง ไม่ใช่แค่อยู่ในห้องทดลอง ถ้าสำเร็จ มาเลเซียจะกลายเป็นศูนย์กลางด้านการเงินดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทยด้วย สำหรับนักลงทุน ควรจับตาดูโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Zetrix blockchain และบริษัทที่ร่วมพัฒนาระบบ tokenization ในมาเลเซีย เพราะถ้าระบบนี้ใช้ได้จริง มูลค่าของบริษัทเหล่านี้จะเติบโตตามไปด้วย
ที่มา: Cointelegraph,TronWeekly,Traders Union,CryptoTimes,Blockhead

