สรุปข่าว
- นักลงทุนระดับแนวหน้าออกมาเตือนว่าสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock อาจหมดความอดทนและเข้ามาแทนที่ทีมพัฒนาดั้งเดิมของ Bitcoin หากพวกเขายังคงเพิกเฉยต่อภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม
- ปัญหาหลักคือคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตมีศักยภาพในการเจาะระบบเข้ารหัสแบบ ECDSA ที่เครือข่ายใช้อยู่ ซึ่งจะทำให้กระเป๋าที่ไม่มีความเคลื่อนไหวซึ่งเก็บเหรียญไว้ถึง 25% ของซัพพลายทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยง
- แม้หลายคนจะมองว่าคำกล่าวอ้างนี้เป็นความตื่นตระหนกที่โอเวอร์เกินจริง เพราะเครือข่ายเป็นระบบไร้ศูนย์กลางที่ไม่มีใครไล่ใครออกได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถาบันที่ถือครองสินทรัพย์มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ย่อมมีอำนาจต่อรองในการกำหนดทิศทางการอัปเกรดเครือข่าย
แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Neutral
ข่าวนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาในระยะสั้น แต่สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างกลุ่มผู้ใช้งานดั้งเดิมของ Bitcoin และผลประโยชน์ของสถาบันการเงินที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดเพื่อปกป้องทรัพย์สินของลูกค้า
ประเด็นร้อนล่าสุดในวงการคริปโตไม่ได้มาจากเรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงระดับโครงสร้าง เมื่อ Coin Bureau ได้สรุปเนื้อหาพอดแคสต์ของนักลงทุนสายเทคโนโลยีรายหนึ่ง ที่ออกมาเตือนทีมนักพัฒนา Bitcoin Core อย่างเผ็ดร้อนว่า หากพวกเขาไม่รีบลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม พวกเขาอาจถูกสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เขี่ยทิ้ง
ทำไม BlackRock ถึงต้องกังวลเรื่องนี้?
ปัญหาทางเทคนิคที่มีการพูดถึงในบทวิเคราะห์เจาะลึก คือเรื่องของระบบเข้ารหัสแบบ ECDSA ที่เครือข่ายใช้อยู่ ซึ่งระบบนี้สามารถถูกเจาะได้โดยคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านอัลกอริทึมแยกตัวประกอบ
ความน่ากลัวคือ กระเป๋าคริปโตยุคแรกๆ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของจำนวนเหรียญทั้งหมด มีการเปิดเผยกุญแจสาธารณะออกมาแล้ว ทำให้กระเป๋าเหล่านี้กลายเป็นเป้านิ่งทันทีที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาไปถึงจุดที่ใช้งานได้จริง
แม้ว่าทางสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ จะเริ่มผลักดันมาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่ที่ต้านทานควอนตัมได้มาตั้งแต่ปี 2022 แต่การจะนำมาใช้อัปเกรดบนเครือข่ายหลักนั้นเป็นเรื่องที่ยากและเชื่องช้าอย่างมาก เพราะต้องผ่านข้อตกลงร่วมกันหรือฉันทามติของชุมชน ซึ่งมักจะเผชิญกับความเห็นที่แตกแยกอยู่เสมอ
“ไล่ออก” ได้จริงหรือ แค่คำขู่ของนายทุน?
แน่นอนว่าประเด็นเรื่องการไล่นักพัฒนาออกสร้างความไม่พอใจให้กับชุมชนคริปโตสายดั้งเดิมอย่างมาก เพราะโปรเจกต์นี้เป็นระบบเปิดที่ไม่มีผู้บริหารสูงสุดหรือฝ่ายบุคคลที่จะมาแจกซองขาวให้ใคร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทวิเคราะห์นี้พยายามจะสื่อคือการยึดอำนาจทางอ้อม หาก BlackRock และสถาบันอื่นๆ ที่ถือครองเหรียญรวมกันมูลค่ามหาศาล มองว่าความล่าช้าของทีมงานปัจจุบันกำลังทำให้ทรัพย์สินของพวกเขาเสี่ยง พวกเขามีเงินทุนมากพอที่จะจ้างกลุ่มผู้พัฒนาของตัวเองขึ้นมา สร้างซอฟต์แวร์ตัวใหม่ที่รองรับระบบป้องกันควอนตัม และล็อบบี้ให้นักขุดรวมถึงแพลตฟอร์มเทรดต่างๆ หันมาใช้ระบบของพวกเขาแทน ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการเขี่ยทีมงานชุดเดิมทิ้ง
เรื่องนี้ถือเป็นรอยร้าวที่น่าสนใจระหว่างอุดมการณ์ไร้ศูนย์กลางดั้งเดิมและกลุ่มทุนวอลล์สตรีทที่เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ในมุมมองของผู้เขียน ภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่ใช่เรื่องหลอกเด็ก แต่มันคือระเบิดเวลาที่กำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ แม้จะยังไม่เกิดการแฮกในวันนี้พรุ่งนี้ แต่การเปลี่ยนผ่านระบบเข้ารหัสของเครือข่ายระดับโลกต้องใช้เวลาเตรียมนานหลายปี
ที่มา: @coinbureau

