สรุปข่าว
- ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ส่งใบแจ้งหนี้เรียกเงินคืน 8.6 พันล้านดอลลาร์จากทรัมป์ หลังศาลสูงสุดตัดสินภาษีนำเข้าผิดกฎหมาย
- การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างรัฐกับรัฐบาลกลาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนนโยบายภาษี
- ตลาดคริปโตจับตาสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายภาษี ซึ่งอาจเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การเรียกเงินคืนภาษีจากหลายรัฐส่งสัญญาณว่านโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์กำลังถูกท้าทายอย่างจริงจัง หากเกิดการยกเลิกหรือปรับลดภาษีในวงกว้าง จะช่วยลดความกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและเพิ่มความเชื่อมั่นในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซี อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ยังเป็นการเมืองมากกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายทันที
ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างรัฐกับรัฐบาลกลางสหรัฐเพิ่มขึ้นอีกระดับ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ JB Pritzker ได้ส่งใบแจ้งหนี้อย่างเป็นทางการไปยังประธานาธิบดี Donald Trump เรียกร้องเงินคืนจำนวน 8.6 พันล้านดอลลาร์ หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่านโยบายภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ผิดกฎหมาย ตามรายงานจาก Watcher.Guru การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจากหลายรัฐที่ต้องการเรียกเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้วกลับคืน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทรัมป์ประกาศจะต่อสู้คดีและไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาล
รัฐอิลลินอยส์ยืนยันเรียกเงินคืนจริงจัง
ผู้ว่าการ Pritzker ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตและเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์นโยบายของทรัมป์มาโดยตลอด ได้ใช้คำสั่งศาลสูงสุดเป็นฐานในการเรียกร้องเงินคืนให้กับรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งอ้างว่าธุรกิจและผู้บริโภคในรัฐต้องแบกรับภาระจากภาษีนำเข้าที่ผิดกฎหมายนี้มากถึง 8.6 พันล้านดอลลาร์ การส่งใบแจ้งหนี้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประท้วงทางสัญลักษณ์ แต่เป็นการดำเนินการทางกฎหมายที่อาจนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาลหากรัฐบาลกลางไม่ตอบสนอง
นอกจากอิลลินอยส์แล้ว หลายรัฐกำลังพิจารณาเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกัน โดยเฉพาะรัฐที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าอย่างหนัก เช่น รัฐที่มีอุตสาหกรรมการผลิตและการค้าขายระหว่างประเทศเป็นหลัก การเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มนี้อาจสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลทรัมป์ต้องพิจารณาทบทวนจุดยืนอย่างจริงจัง
ผลกระทบต่อตลาดคริปโตและสินทรัพย์เสี่ยง
สำหรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี เหตุการณ์นี้ส่งสัญญาณที่น่าสนใจหลายประการ หากรัฐต่าง ๆ สามารถกดดันให้รัฐบาลกลางยกเลิกหรือปรับลดภาษีนำเข้าได้ จะช่วยลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องในระบบการค้าโลก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Altcoin ที่มักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับความเชื่อมั่นในตลาดโลก
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์ออกแถลงการณ์โต้ศาลสูงสุดฯ หลังคำตัดสินภาษีนำเข้าผิดกฎหมาย โดยประกาศจะต่อสู้คดีและไม่ยอมคืนเงินภาษี การที่รัฐต่าง ๆ เริ่มดำเนินการเรียกเงินคืนอย่างจริงจังแสดงให้เห็นว่าคดีนี้กำลังบานปลาย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายในที่สุด
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า หากความตึงเครียดนี้ยืดเยื้อ อาจสร้างความผันผวนระยะสั้นให้กับตลาด แต่ในระยะยาวหากภาษีถูกยกเลิก จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและดึงเงินทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง ซึ่ง Bitcoin ได้แสดงความแข็งแกร่งและเดินทางใกล้ระดับ 68,000 ดอลลาร์ แล้วในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ตาม
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
นักลงทุนคริปโตควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปฏิกิริยาของรัฐบาลทรัมป์ต่อการเรียกร้องจากรัฐต่าง ๆ หากมีรัฐเพิ่มเติมเข้าร่วมเรียกร้องเงินคืน หรือหากศาลชั้นต้นเริ่มมีคำสั่งบังคับให้คืนเงิน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลกลางต้องยอมถอยหรือประนีประนอม
นอกจากนี้ควรจับตาว่ารัฐอื่น ๆ จะมีการเคลื่อนไหวตามหรือไม่ และการตอบสนองของตลาดการเงินโลกต่อเหตุการณ์นี้ หากเกิดแรงกดดันมากพอ อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีในวงกว้างได้เร็วกว่าที่คาด ซึ่งจะส่งผลบวกต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโต
ส่วนตัวผมมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดคริปโตในระยะกลางถึงยาว แม้ตอนนี้จะดูเหมือนเป็นแค่การเมืองมากกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง แต่เมื่อมีหลายรัฐเริ่มเคลื่อนไหวเรียกเงินคืนอย่างจริงจัง แสดงว่าแรงกดดันต่อทรัมป์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากสถานการณ์พัฒนาไปในทางที่ภาษีถูกลดหรือยกเลิก จะช่วยให้เศรษฐกิจโลกหายใจออก และเงินทุนจะไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Altcoin อย่างแน่นอน ผมแนะนำให้จับตาว่ามีรัฐไหนบ้างที่จะตามอิลลินอยส์ และดูว่าทรัมป์จะตอบโต้อย่างไร ถ้าเกิดการประนีประนอมเร็วกว่าที่คิด อาจเป็นจังหวะที่ดีสำหรับตลาดคริปโต

