สรุปข่าว
- Bitcoin ร่วงหนักจนกระเป๋าที่ถือ Bitcoin มูลค่าเกิน 1 ล้านดอลลาร์ ลดลงไปกว่า 20,500 ราย ภายในเวลาแค่ 2 เดือน
- ขณะเดียวกันจำนวนกระเป๋าที่ถือ Bitcoin มากกว่า $10 ล้าน ลดลงมา 2,596 ราย จาก 16,355 สู่ 13,759
- อย่างไรก็ตามสถาบันยังมองว่าอนาคตของ Bitcoin ยังสดใสและมีโอกาสฟื้นตัว
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ตลาดคริปโตเผชิญการปรับฐานอย่างหนักในช่วงเกือบ 2 เดือนแรกของปี 2026 จนราคา Bitcoin ร่วงลงกว่า 50% จากจุดสูงสุด ส่งผลให้กระเป๋าคริปโตระดับเศรษฐีเงินล้าน หายวับไปกว่า 20,564 ใบ หรือลดลงถึง 15.68% โดยข้อมูลชี้ว่าแม้ในวัฏจักรรอบนี้จะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาช่วยพยุง แต่ก็ไม่อาจต้านทานกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดรวมกว่า 800 ล้านดอลลาร์ได้
ตลอดระยะเวลาสองเดือนแรกของปี 2026 ตลาดคริปโตต้องเผชิญกับ การปรับฐานราคาอย่างรุนแรงของบิตคอยน์ที่ได้กวาดล้างความมั่งคั่งของนักลงทุนไปมหาศาล โดยสถิติล่าสุดเผยให้เห็นว่าเศรษฐีบิตคอยน์มากกว่า 20,000 รายหายตัวไปจากสารบบเรียบร้อยแล้ว หลังจากพอร์ตลงทุนของพวกเขาไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากตลาดหมีระยะสั้นได้อีกต่อไป
อ้างอิงข้อมูลจาก BitInfoCharts เผยตัวเลขที่ทำเอาสายเทรดต้องขาลุก เมื่อเจาะดูสถิติ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พบว่าจำนวนกระเป๋าเงินคริปโตระดับเศรษฐีเงินล้านได้ลดลงไปถึง 20,564 ราย หากเริ่มนับสตาร์ทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นมา
ข้อมูลยังตอกย้ำความเจ็บปวดของคนถือคริปโตอีกว่า จำนวนกระเป๋าที่ครอบครองบิตคอยน์มูลค่าสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์ลดฮวบลง 15.68% ร่วงจาก 131,125 กระเป๋าเหลือเพียง 110,561 กระเป๋า
กลุ่มเจ้ามือที่พอร์ตใหญ่กว่านั้นก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน จำนวนกระเป๋าที่ถือบิตคอยน์มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์หดหายไป 2,596 ราย ร่วงจาก 16,355 ลงมาแตะระดับ 13,759 กระเป๋าภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

อย่างไรก็ตามเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า จำนวนเศรษฐีกับจำนวนกระเป๋าไม่ได้สะท้อนสัดส่วนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เจ้ามือหนึ่งคนอาจกระจายความเสี่ยงถือครองสินทรัพย์ไว้หลายกระเป๋า ตัวเลขที่ลดฮวบขนาดนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดกำลังเลือดสาดและกดดันให้คนกระเป๋าหนักต้องเทขายหนีตาย
ปัจจุบันราคาบิตคอยน์ถูกทุบร่วงลงมากว่า 50% จากจุดสูงสุดตลอดกาล ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญสภาวะเงินทุนไหลออกไปแล้วกว่า 800 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
วัฏจักรรอบนี้หลายคนเคยตั้งความหวังว่ากองทุน ETF และสถาบันยักษ์ใหญ่จะเข้ามาช่วยพยุงราคา เป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้กับตลาด ความเป็นจริงกลับโหดร้าย แรงซื้อเหล่านั้นแทบไม่ช่วยให้สถานการณ์ทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย
นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มฟันธงว่า บิตคอยน์กำลังมุ่งหน้าลงไปงมหาจุดต่ำสุดใหม่ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมองโลกในแง่ร้าย ค่ายการเงินอย่าง Bernstein ประเมินว่า ขาลงรอบนี้ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นวิกฤต พร้อมมองว่าราคาจะสามารถกลับตัวพุ่งทะยานไปแตะ 150,000 ดอลลาร์ได้ ทางฝั่ง Standard Chartered ก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวพี่ใหญ่บิตคอยน์ เพียงแค่ปรับลดเป้าหมายลงมาให้ดูสมจริงขึ้นที่ระดับ 100,000 ดอลลาร์
ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกยังคงถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่า ต้นตอของตลาดหมีรอบนี้เกิดจากอะไรกันแน่ บางคนมองว่าเป็นแค่รอบวัฏจักรปกติของคริปโตที่ขึ้นแรงก็ต้องลงแรง บางส่วนโทษความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับมหภาค ลึกไปกว่านั้นคือทฤษฎีการปั่นตลาดของฝูงเจ้ามือ วันนี้ยังไม่มีใครฟันธงสาเหตุที่แท้จริงได้ สิ่งเดียวที่สายเทรดทำได้คือก ารก้มหน้ายอมรับสภาพราคาปัจจุบันและวางแผนเอาตัวรอดในกระดานแดงเดือดเช่นนี้ต่อไป
ที่มา : Finbold
มุมมองของผู้เขียน: สำหรับกรณีข้างต้นจำนวนเศรษฐีที่ลดลงอาจไม่ได้หมายความว่าพวกเขาขาย Bitcoin ออกไปหรือสูญเสียความเชื่อมั่น กลับกันสาเหตุอาจเกิดมาจากการเก็บข้อมูลทางตัวเลข เพราะหากมูลค่า Bitcoin ลดลง พอร์ตของนักลงทุนยอมมีมูลค่าลดน้อยลงตาม ทำให้กลุ่มคนที่ถือแบบปริ่มหลักล้านหลุดออกจากการสำรวจนีเไปโดยปริยาย

