สรุปข่าว
- ผลสำรวจจากธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า แม้คนไทยกว่า 91.5% จะมีการเก็บออมเงิน แต่ส่วนใหญ่กว่า 77.3% ยังมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอสำหรับใช้ชีวิตเกิน 6 เดือน
- ที่น่าตกใจคือ ประชากรถึง 86% ยังไม่ได้เริ่มวางแผนออมเงินเพื่อการเกษียณ หรือไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ สะท้อนความเปราะบางทางการเงินในระยะยาวของครัวเรือนไทย
- ทัศนคติคนรุ่นใหม่เน้นสร้างความสุขในปัจจุบันมากกว่าการวางแผนอนาคต ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนในภาพรวมลดลงเหลือเพียง 0.9% เท่านั้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข้อมูลชุดนี้ส่งผลกระทบในเชิงมหภาคต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าตัวเลขราคาคริปโทเคอร์เรนซีโดยตรง แต่ในมุมมองของสินทรัพย์ดิจิทัล สถิติการลงทุนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียง 0.9% อาจมองได้ว่า เป็นโอกาสเติบโตมหาศาลหากคนไทยเริ่มหันมามองหาสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งสำหรับการเกษียณ แต่ในระยะสั้นความเปราะบางของเงินออมอาจทำให้นักลงทุนรายย่อยมีเงินเย็นเข้ามาเติมในตลาดน้อยลง
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาปลุกสติให้คนไทยตื่นตัวอีกครั้ง หลังเปิดเผยรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินประจำปี 2567 โดยข้อมูลได้มาจากการลงพื้นที่สำรวจกว่า 12,558 ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งเผยให้เห็นภาพความจริงที่น่ากังวล
แม้ระดับทักษะทางการเงินโดยรวมของคนไทยจะดูดีขึ้นจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานโลก แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า คนส่วนใหญ่ยัง “สอบตก” เรื่องการสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะตัวเลขเงินออมฉุกเฉิน และแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณที่ยังอยู่ในระดับวิกฤต
ความรู้ทางการเงินเรื่องดอกเบี้ยทบต้นยังเป็นจุดอ่อน
ผลสำรวจชี้ชัดว่า คนไทยมีความเข้าใจเรื่องการเงินในภาพรวมดีขึ้น แต่จุดบอดสำคัญคือเรื่อง “การคำนวณดอกเบี้ย และดอกเบี้ยทบต้น” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการสะสมความมั่งคั่ง แม้ประชากรกว่า 91.5% จะยืนยันว่า ตนเองมีการเก็บออมเงิน แต่พอกะเทาะเปลือกออกมากลับพบว่า 77.3% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 6 เดือน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันหรือตกงานกะทันหัน ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะเผชิญความยากลำบากทันทีภายในระยะเวลาอันสั้น
วิกฤตออมเงินเกษียณ: 86% ยังไร้แผนรับมืออนาคต
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในรายงานฉบับนี้คือ ตัวเลขประชากรถึง 86% ที่ยังไม่ได้เริ่มวางแผนออมเพื่อการเกษียณ หรือบางส่วนที่มีแผนแล้วแต่ไม่สามารถทำตามได้จริง ปัญหานี้ส่วนหนึ่งมาจากค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขในปัจจุบันมากกว่าการมองภาพระยะยาว
เมื่อเงินขาดมือ คนกลุ่มนี้มักเลือกใช้วิธีการกู้ หรือยืมแทน ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงและขัดขวางการเข้าถึงความมั่นคงทางการเงิน
การลงทุนแสนซบเซา: สัดส่วนผู้ใช้บริการต่ำเกินคาด
ในด้านการใช้บริการทางการเงิน สถิติระบุว่า คนไทยเน้นไปที่การฝากและโอนเงินเป็นหลัก ขณะที่บริการที่ช่วยบริหารความเสี่ยงและเพิ่มความมั่งคั่งกลับได้รับความนิยมน้อยลงอย่างน่าใจหาย
โดยสัดส่วนการใช้บัตรเครดิตอยู่ที่ 7.9% การทำประกันอยู่ที่ 33.2% และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ “การลงทุน” มีสัดส่วนเพียง 0.9% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้โอกาสที่รายย่อยจะเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจหรือการลงทุนทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย
มุมมองผู้เขียน : คนไทยส่วนใหญ่ยังติดกับดักการออมแบบเดิมๆ ที่ดอกเบี้ยเงินฝากวิ่งไม่ทันเงินเฟ้อ และการไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน 6 เดือน ก่อนเริ่มลงทุนคือ ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด

