bitkub-banner

อดีต CEO Mt. Gox เสนอ Hard Fork ดึง Bitcoin 80,000 เหรียญคืน หลังคดีใกล้ปิดตำนาน 12 ปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Mark Karpelès อดีต CEO ของ Mt. Gox เสนอให้ทำ Hard Fork บน Bitcoin เพื่อกู้คืน BTC ประมาณ 80,000 เหรียญที่หายไปจากเหตุการณ์แฮกเมื่อปี 2014
  • เขาระบุว่าผ่านมาแล้ว 12 ปีนับตั้งแต่กระบวนการล้มละลายของ Mt. Gox เริ่มต้น และนี่อาจเป็น “จุดเจ็บปวดสุดท้าย” ของคดีทั้งหมด
  • ข้อเสนอนี้มีโอกาสเป็นจริงต่ำมาก เพราะ Hard Fork บน Bitcoin จำเป็นต้องได้รับฉันทามติจากชุมชนทั้งระบบ ซึ่งปกติต่อต้านการแก้ไขธุรกรรมย้อนหลัง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

แม้ข้อเสนอนี้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงน้อยมาก แต่การหยิบยกประเด็น Hard Fork ขึ้นมาอาจสร้างความไม่แน่ใจและ FUD ในตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ Bitcoin กำลังร่วงอยู่แล้วที่ $65,684 ในวันนี้ นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องความไม่เปลี่ยนแปลงได้ของบล็อกเชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญ

ตามรายงานจาก Cointelegraph Mark Karpelès อดีต CEO ของกระดานเทรด Mt. Gox ได้เสนอแนวคิดการทำ Hard Fork บนเครือข่าย Bitcoin เพื่อกู้คืน Bitcoin ประมาณ 80,000 เหรียญที่สูญหายไปจากเหตุการณ์ถูกแฮกที่ฉาวโฉ่ในปี 2014 โดยเขาระบุว่าผ่านมาแล้ว 12 ปีนับตั้งแต่กระบวนการล้มละลายของ Mt. Gox เริ่มต้น และนี่คือ “จุดเจ็บปวดสุดท้ายของคดีทั้งหมด” ข้อเสนอดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงที่คดีล้มละลายของ Mt. Gox กำลังใกล้จะปิดฉากลงหลังจากที่ดำเนินมาเกือบครึ่งทศวรรษ ขณะที่ราคา Bitcoin ในวันนี้ยืนอยู่ที่ $65,684 ปรับตัวลง 3.15% จากเมื่อวาน

Hard Fork คืออะไร และทำไมถึงเป็นเรื่องยากมาก

Hard Fork คือการแก้ไขโปรโตคอลของบล็อกเชนอย่างถาวร ซึ่งทำให้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันเก่าไม่สามารถใช้งานร่วมกับเวอร์ชันใหม่ได้อีกต่อไป ในบริบทของข้อเสนอ Karpelès นี่หมายถึงการย้อนกลับหรือแก้ไขธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชนเพื่อดึง Bitcoin ที่ถูกขโมยกลับมา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ชุมชน Bitcoin โดยทั่วไปปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว เพราะขัดกับหลักการสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ Bitcoin นั่นคือความไม่เปลี่ยนแปลงได้ของธุรกรรม (Immutability)

การจะทำ Hard Fork บน Bitcoin ได้สำเร็จต้องได้รับความเห็นชอบจากนักขุด นักพัฒนา และผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในระบบ ซึ่งในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขธุรกรรมในอดีต ชุมชน Bitcoin เคยผ่านการถกเถียงเรื่อง Hard Fork มาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งที่เป็นเรื่องของการแก้ไขธุรกรรมย้อนหลัง มักจบลงด้วยการปฏิเสธอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ถ้าหากมีการยอมรับ Hard Fork ลักษณะนี้ขึ้นมาจริง มันจะเปิดประตูให้เกิดการแก้ไขธุรกรรมอื่น ๆ ในอนาคตได้ด้วย ซึ่งจะทำลายความน่าเชื่อถือของระบบทั้งหมด

Bitcoin 80,000 เหรียญเหล่านี้คืออะไร และเหตุใดจึงยังเป็นประเด็น

Mt. Gox เคยเป็นกระดานเทรด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนจะถูกแฮกและปิดตัวลงในปี 2014 โดยสูญเสีย Bitcoin ไปหลายแสนเหรียญ ในจำนวนนั้น ประมาณ 80,000 BTC ยังคงอยู่ในกระเป๋าที่ถูกระบุได้แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ด้วยราคา Bitcoin ในปัจจุบันที่ $65,684 นั่นหมายความว่ามูลค่ารวมของ Bitcoin เหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 5.25 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตอนที่ถูกขโมยไปหลายร้อยเท่า

แม้กระบวนการล้มละลายของ Mt. Gox ใกล้ปิดตำนานแล้ว แต่ Bitcoin 80,000 เหรียญนี้ยังคงเป็นปมที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน Karpelès ดูเหมือนจะพยายามหาทางออกให้กับส่วนนี้ก่อนที่คดีจะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าข้อเสนอ Hard Fork นี้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง

ผลกระทบต่อตลาดและชุมชน Bitcoin

แม้ข้อเสนอนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นจริงน้อยมาก แต่การพูดถึง Hard Fork บน Bitcoin ในเชิงสาธารณะอาจสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันที่ลงทุนใน Bitcoin บนพื้นฐานของหลักการ “ไม่เปลี่ยนแปลงได้” และ “ไม่มีใครควบคุม” ของเครือข่าย หากมีการถกเถียงเรื่องนี้อย่างจริงจังในชุมชน อาจก่อให้เกิด FUD (ความกลัว ความไม่แน่ใจ และความสงสัย) ในระยะสั้นได้

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า กระเป๋า Mt. Gox ที่หลับไป 15 ปี ถือ BTC เกือบ 80,000 เหรียญ ระเบิดเวลาหรือสมบัติที่หายไปตลอดกาล? ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเด็น Bitcoin กลุ่มนี้ยังคงดึงดูดความสนใจของชุมชนอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีรายงานก่อนหน้าว่า อดีตผู้บริหาร Mt.Gox เตือน Bitcoin ไม่มีทางกันควอนตัมได้ 100% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Karpelès ยังคงแสดงความเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัยและอนาคตของ Bitcoin อย่างต่อเนื่อง


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข้อเสนอของ Karpelès น่าสนใจในแง่ของการกระตุ้นบทสนทนา แต่ในทางปฏิบัติมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะชุมชน Bitcoin โดยธรรมชาติต่อต้านการแทรกแซงใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกรรมในอดีต แม้แต่ Ethereum เองที่เคยทำ Hard Fork เพื่อกู้คืนเงินจากเหตุการณ์ The DAO Hack ในปี 2016 ก็ยังเป็นที่ถกเถียงจนทุกวันนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ Ethereum Classic ยังคงอยู่ สิ่งที่น่าจับตามองคือปฏิกิริยาของชุมชน Bitcoin ต่อข้อเสนอนี้ว่าจะร้อนแรงแค่ไหน และถ้ามีการพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น อาจกดดันราคา Bitcoin ในระยะสั้นได้บ้าง แต่ผู้เขียนไม่คิดว่ามันจะส่งผลระยะยาวมากนัก เพราะท้ายที่สุดชุมชนจะลงมติปฏิเสธเหมือนเดิม