สรุปข่าว
- หน่วยงานกำกับดูแลการธนาคารของสหรัฐฯ ทั้ง Fed, OCC และ FDIC ประกาศเกณฑ์ชัดเจนว่า สินทรัพย์ในรูปแบบโทเคน หรือ Tokenized Securities ต้องใช้เกณฑ์คำนวณเงินทุนสำรองในระดับเดียวกับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม
- ประกาศครั้งนี้ยืนยันจุดยืน “ความเป็นกลางทางเทคโนโลยี” โดยไม่สนว่าสินทรัพย์นั้นจะทำงานบนบล็อกเชนส่วนตัวหรือบล็อกเชนสาธารณะ ตราบใดที่มีสิทธิผู้ถือครองเหมือนกัน กฎการกำกับดูแลย่อมต้องเท่าเทียมกัน
- การชี้แจงครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยทลายกำแพงความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย เปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถนำหลักทรัพย์บนบล็อกเชนมาใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้ เหมือนสินทรัพย์ปกติ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การกำหนดเกณฑ์เงินทุนสำรองให้เท่าเทียมกับหลักทรัพย์ปกติ ถือเป็นการ “ยอมรับ” สินทรัพย์บนบล็อกเชนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินกระแสหลักอย่างเป็นทางการ
ซึ่งกฎระเบียบที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงานของสถาบันการเงิน และกระตุ้นให้เกิดการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีความต้องการใช้งานเครือข่ายบล็อกเชนและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว
หน่วยงานกำกับดูแลด้านการธนาคารของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ได้ออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า ธนาคารต่างๆ ควรปฏิบัติต่อสินทรัพย์ประเภท Tokenized Securities ด้วยมาตรฐานการตั้งเงินทุนสำรองในระดับเดียวกับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม
ลบภาพจำเดิม ไม่มีการตั้งแง่กับคริปโตอีกต่อไป
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลหลัก 3 แห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ Federal Reserve, Office of the Comptroller of the Currency (OCC) และ Federal Deposit Insurance Corp. (FDIC) ได้ร่วมกันส่งเอกสารชี้แจง (FAQ) ให้กับธนาคารภายใต้การกำกับดูแล โดยระบุชัดเจนว่า เทคโนโลยีที่ใช้ในการออกและทำธุรกรรมหลักทรัพย์นั้น โดยทั่วไปแล้วจะไม่มีผลกระทบต่อหลักเกณฑ์ด้านเงินทุนสำรอง
ปกติแล้วธนาคารและสถาบันการเงินจะถูกบังคับให้ต้องมีเงินทุนสำรองเพื่อเป็นเบาะรองรับยามเกิดความตึงเครียดทางการเงิน เพื่อปกป้องทั้งตัวสถาบันเองและลูกค้า การที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดมาตรฐานเดียวกันนี้ หมายความว่าสินทรัพย์ที่มีความเชื่อมโยงกับคริปโตจะไม่ถูกลงโทษหรือถูกเพ่งเล็งด้วยมาตรการที่เข้มงวดกว่าหลักทรัพย์ทั่วไป
ครอบคลุมทุกบล็อกเชน นำไปค้ำประกันได้
หน่วยงานกำกับดูแลยังชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า สิทธิทางกฎหมายของเจ้าของหลักทรัพย์จะยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะทำธุรกรรมผ่านรูปแบบใดก็ตาม
นอกจากนี้ สินทรัพย์เหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้เหมือนกับหลักทรัพย์ปกติ โดยใช้เกณฑ์การหักมูลค่าหลักประกัน ในระดับเดียวกันกับหลักทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบโทเคน
ที่น่าสนใจคือ แนวทางที่เปิดกว้างด้านเทคโนโลยีนี้ จะถูกนำไปบังคับใช้ทั้งหมด ไม่ว่าโทเคนนั้นจะถูกสร้างขึ้นบนบล็อกเชนแบบ Permissioned หรือ Permissionless ก็ตาม รวมถึงครอบคลุมไปถึงอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับ Tokenized Securities ด้วย
ลมเปลี่ยนทิศในยุคของ Trump
การทำ Tokenization ถือเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในโลกคริปโต โดยเป็นการนำสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ มาแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน การที่หน่วยงานกำกับดูแลออกมาชี้แจงความชัดเจนด้านเงินทุนสำรอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจธนาคาร ถือเป็นการผลักดันให้สินทรัพย์ดิจิทัลหลอมรวมเข้ากับระบบธนาคารของสหรัฐฯ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะค่อนข้างลังเลที่จะโอบรับคริปโตและบล็อกเชน แต่ท่าทีดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนภายใต้การนำของทีมผู้บริหารชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งในยุคของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายที่เป็นมิตรต่อวงการคริปโต ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ก็กำลังเดินหน้ากำหนดนโยบายเพื่อจัดการกับโทเคนเหล่านี้เช่นกัน
ที่มา : coindesk
มุมมองผู้เขียน : นี่คือชัยชนะครั้งใหญ่ของฝั่ง Real World Asset เนื่องจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมรับให้ใช้กฎเดียวกับหลักทรัพย์ปกติ คือการเปิดไฟเขียวให้ธนาคารพาณิชย์ขนเงินเข้ามาลุยในตลาดนี้ได้อย่างเต็มสูบ

