bitkub-banner

สหรัฐฯ เคาะแล้ว! ธนาคารจะต้องปฏิบัติกับ ‘หลักทรัพย์โทเค็น’ ให้เหมือนกับหลักทรัพย์ปกติ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • หน่วยงานกำกับดูแลการธนาคารของสหรัฐฯ ทั้ง Fed, OCC และ FDIC ประกาศเกณฑ์ชัดเจนว่า สินทรัพย์ในรูปแบบโทเคน หรือ Tokenized Securities ต้องใช้เกณฑ์คำนวณเงินทุนสำรองในระดับเดียวกับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม
  • ประกาศครั้งนี้ยืนยันจุดยืน “ความเป็นกลางทางเทคโนโลยี” โดยไม่สนว่าสินทรัพย์นั้นจะทำงานบนบล็อกเชนส่วนตัวหรือบล็อกเชนสาธารณะ ตราบใดที่มีสิทธิผู้ถือครองเหมือนกัน กฎการกำกับดูแลย่อมต้องเท่าเทียมกัน
  • การชี้แจงครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยทลายกำแพงความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย เปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถนำหลักทรัพย์บนบล็อกเชนมาใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้ เหมือนสินทรัพย์ปกติ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish 

การกำหนดเกณฑ์เงินทุนสำรองให้เท่าเทียมกับหลักทรัพย์ปกติ ถือเป็นการ “ยอมรับ” สินทรัพย์บนบล็อกเชนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินกระแสหลักอย่างเป็นทางการ 

ซึ่งกฎระเบียบที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงานของสถาบันการเงิน และกระตุ้นให้เกิดการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีความต้องการใช้งานเครือข่ายบล็อกเชนและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

หน่วยงานกำกับดูแลด้านการธนาคารของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ได้ออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า ธนาคารต่างๆ ควรปฏิบัติต่อสินทรัพย์ประเภท Tokenized Securities ด้วยมาตรฐานการตั้งเงินทุนสำรองในระดับเดียวกับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม

ลบภาพจำเดิม ไม่มีการตั้งแง่กับคริปโตอีกต่อไป

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลหลัก 3 แห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ Federal Reserve, Office of the Comptroller of the Currency (OCC) และ Federal Deposit Insurance Corp. (FDIC) ได้ร่วมกันส่งเอกสารชี้แจง (FAQ) ให้กับธนาคารภายใต้การกำกับดูแล โดยระบุชัดเจนว่า เทคโนโลยีที่ใช้ในการออกและทำธุรกรรมหลักทรัพย์นั้น โดยทั่วไปแล้วจะไม่มีผลกระทบต่อหลักเกณฑ์ด้านเงินทุนสำรอง

ปกติแล้วธนาคารและสถาบันการเงินจะถูกบังคับให้ต้องมีเงินทุนสำรองเพื่อเป็นเบาะรองรับยามเกิดความตึงเครียดทางการเงิน เพื่อปกป้องทั้งตัวสถาบันเองและลูกค้า การที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดมาตรฐานเดียวกันนี้ หมายความว่าสินทรัพย์ที่มีความเชื่อมโยงกับคริปโตจะไม่ถูกลงโทษหรือถูกเพ่งเล็งด้วยมาตรการที่เข้มงวดกว่าหลักทรัพย์ทั่วไป

ครอบคลุมทุกบล็อกเชน นำไปค้ำประกันได้

หน่วยงานกำกับดูแลยังชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า สิทธิทางกฎหมายของเจ้าของหลักทรัพย์จะยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะทำธุรกรรมผ่านรูปแบบใดก็ตาม 

นอกจากนี้ สินทรัพย์เหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้เหมือนกับหลักทรัพย์ปกติ โดยใช้เกณฑ์การหักมูลค่าหลักประกัน ในระดับเดียวกันกับหลักทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบโทเคน

ที่น่าสนใจคือ แนวทางที่เปิดกว้างด้านเทคโนโลยีนี้ จะถูกนำไปบังคับใช้ทั้งหมด ไม่ว่าโทเคนนั้นจะถูกสร้างขึ้นบนบล็อกเชนแบบ Permissioned หรือ Permissionless ก็ตาม รวมถึงครอบคลุมไปถึงอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับ Tokenized Securities ด้วย

ลมเปลี่ยนทิศในยุคของ Trump

การทำ Tokenization ถือเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในโลกคริปโต โดยเป็นการนำสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ มาแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน การที่หน่วยงานกำกับดูแลออกมาชี้แจงความชัดเจนด้านเงินทุนสำรอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจธนาคาร ถือเป็นการผลักดันให้สินทรัพย์ดิจิทัลหลอมรวมเข้ากับระบบธนาคารของสหรัฐฯ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะค่อนข้างลังเลที่จะโอบรับคริปโตและบล็อกเชน แต่ท่าทีดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนภายใต้การนำของทีมผู้บริหารชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งในยุคของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายที่เป็นมิตรต่อวงการคริปโต ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ก็กำลังเดินหน้ากำหนดนโยบายเพื่อจัดการกับโทเคนเหล่านี้เช่นกัน

ที่มา : coindesk


มุมมองผู้เขียน : นี่คือชัยชนะครั้งใหญ่ของฝั่ง Real World Asset เนื่องจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมรับให้ใช้กฎเดียวกับหลักทรัพย์ปกติ คือการเปิดไฟเขียวให้ธนาคารพาณิชย์ขนเงินเข้ามาลุยในตลาดนี้ได้อย่างเต็มสูบ