bitkub-banner

อาม่ายังลุย! ภาพไวรัลชาวจีนแห่ต่อคิวติดตั้ง AI ‘OpenClaw’ ชี้เทรนด์แดนมังกร

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ภาพไวรัลจากเมืองเซินเจิ้นเผยให้เห็นฝูงชนจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ (อาม่า) กำลังต่อคิวเพื่อรอรับความช่วยเหลือในการติดตั้ง “OpenClaw” ซึ่งเป็น AI Agent แบบ Self-hosted
  • ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพการปรับตัวรับเทคโนโลยีระดับรากหญ้าของจีน ซึ่งคล้ายคลึงกับยุคที่จีนก้าวข้ามบัตรเครดิตไปสู่การจ่ายเงินผ่านมือถือในยุค 2010s
  • การรับรู้ของมวลชนชาวจีนแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง โดยสื่อจีนใช้กระแสความรักชาติปลุกปั้นให้ AI เป็นสมรภูมิแข่งขัน จนจีนก้าวขึ้นเป็นฐานผู้ใช้งาน OpenClaw ขนาดใหญ่อันดับสองของโลกในปี 2026

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

ข่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของตลาดขนาดใหญ่ (Mass Market Adoption) ในประเทศจีน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกอย่างมหาศาลต่อบริษัทฮาร์ดแวร์ ผู้ให้บริการคลาวด์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ AI ในฝั่งเอเชีย

ปรากฏการณ์เซินเจิ้น: เมื่อ “อาม่า” อยากมี AI ส่วนตัว

บัญชี X ของนักข่าว @wstv_lizzi ได้แชร์ภาพถ่ายที่น่าทึ่งจากเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งเผยให้เห็นภาพประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มารวมตัวกันต่อคิวยาวเหยียด เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตั้ง OpenClaw ซึ่งเป็นระบบ AI Agent แบบ Self-hosted (รันบนอุปกรณ์ส่วนตัว) ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ภาพนี้ตอกย้ำถึงความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีในระดับรากหญ้าของจีนที่เปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับกระแสต่อต้าน AI ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา

เดจาวูยุค Cashless Society

นักวิเคราะห์มองว่าปรากฏการณ์ก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างรวดเร็วนี้ คล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุค 2010s ในยุคนั้น จีนสามารถก้าวข้ามผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานของ “บัตรเครดิต” แบบชาติตะวันตก แล้วกระโดดเข้าสู่ระบบ Mobile Payment อย่าง WeChat และ Alipay อย่างเต็มตัว จนทำให้การทำธุรกรรมกว่า 80% ในปี 2018 กลายเป็นแบบไร้เงินสด ความคุ้นเคยในการปรับตัวนี้ ทำให้ชาวจีนทุกวัยพร้อมที่จะกระโดดเข้าหาเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI Agent ได้ทันทีโดยไม่มีกำแพงอายุมาขวางกั้น

พลังขับเคลื่อน: การรู้หนังสือและการแข่งขันระดับชาติ

เบื้องหลังการกระจายตัวของเทคโนโลยีที่รวดเร็วนี้ มาจากอัตราการรู้หนังสือที่สูงถึง 97% ของประชากรจีน ประกอบกับการที่สื่อของรัฐบาลพยายามตีกรอบ (Framing) ปลุกกระแสความรักชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI คือ “สมรภูมิการแข่งขันหลัก” ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมและกระตือรือร้นที่จะใช้งาน จนข้อมูลล่าสุดในปี 2026 ระบุว่าจีนกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดตั้งและรันระบบ OpenClaw สูงเป็นอันดับสองของโลกไปแล้ว

สมรภูมิเดือด: เทียบฟอร์ม AI สหรัฐฯ vs จีน

เมื่อมองภาพรวมของการแข่งขัน จะเห็นเส้นทางที่สวนทางกันอย่างชัดเจน:

  • สหรัฐอเมริกา (ผู้นำด้านการสร้าง): แม้จะเป็นบ้านเกิดของบริษัทยักษ์ใหญ่และเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม AI แต่การนำมาใช้งานจริงในระดับมวลชนกลับชะงักงันจากความกังวลด้านความปลอดภัย การละเมิดลิขสิทธิ์ และกระแสการต่อต้านจากกลุ่มคนทำงาน
  • จีน (ผู้นำด้านการนำไปใช้): ในขณะที่ฝั่งตะวันตกมัวแต่ถกเถียงเรื่องกฎหมาย จีนกลับเลือกที่จะ “ทำก่อน ค่อยแก้ทีหลัง” ประชาชนมองว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือยกระดับชาติ ทำให้เกิดการยอมรับในระดับรากหญ้าที่รวดเร็วและทรงพลังกว่ามาก

ที่มา: @wstv_lizzi


ความเห็นผู้เขียน: ภาพผู้สูงอายุต่อคิวลง AI คือสิ่งที่สะท้อน “Superpower” ที่แท้จริงของจีนครับ นั่นคือการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในระดับมวลชน ในขณะที่ฝั่งตะวันตกยังคงถกเถียงกันเรื่องกฎหมายและจริยธรรมของ AI อย่างดุเดือด แต่ที่เซินเจิ้น อาม่าอากงกำลังเรียนรู้วิธีให้ AI Agent ช่วยจัดการชีวิตประจำวันแล้ว การก้าวกระโดดแบบนี้แหละครับที่เคยทำให้จีนผงาดในยุค Mobile Payment มาแล้ว และประวัติศาสตร์ก็กำลังจะซ้ำรอยในยุคของ AI