bitkub-banner

งานวิจัยแฉ ยิ่งใช้ AI ทำงานมาก ยิ่งสมองล้า โฟกัสไม่ได้จนเหมือนหมอกลงในหัว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • งานวิจัยพบว่าพนักงานที่ใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานรายงานอาการ “สมองล้า” หรือที่นักวิจัยเรียกว่า “brain fry” พร้อมกับความรู้สึกเหมือนมีหมอกในหัวที่ทำให้โฟกัสกับงานได้ยาก
  • ผู้ที่ได้รับผลกระทบบางรายบอกว่ารู้สึกเหมือน “อาการเมาค้างทางจิตใจ” (mental hangover) หลังจากใช้งาน AI อย่างหนักตลอดวัน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวม
  • ผลการวิจัยนี้ตั้งคำถามสำคัญว่า การที่องค์กรเร่งนำ AI มาใช้แทนแรงงานมนุษย์นั้น อาจมีต้นทุนทางสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้รับการพูดถึงอย่างจริงจัง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา:  Neutral

ข่าวนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาคริปโต เป็นข่าวด้านสุขภาพและการทำงานที่เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อพนักงาน อย่างไรก็ตาม หากกระแสวิตกกังวลเรื่องผลเสียของ AI ขยายตัวขึ้น อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาคเทคโนโลยีในภาพรวมได้บ้างในระยะยาว

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph งานวิจัยใหม่เปิดเผยว่าพนักงานที่ต้องใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานทุกวันกำลังเผชิญกับปัญหาที่นักวิจัยเรียกว่า “brain fry” หรืออาการสมองล้าเรื้อรัง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบรายงานว่ารู้สึกเหมือนมีหมอกลอยอยู่ในหัว ทำให้ไม่สามารถโฟกัสกับงานได้อย่างปกติ นอกจากนี้ยังพบอาการที่คล้ายกับ “อาการเมาค้างทางจิตใจ” หรือ mental hangover ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากใช้งาน AI อย่างหนักต่อเนื่อง ผลการวิจัยนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่น่าสนใจในยุคที่บริษัทต่าง ๆ พากันเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานอย่างรวดเร็ว

สมองล้าจาก AI ไม่ใช่แค่เรื่องขี้เกียจ แต่คือปัญหาสุขภาพจริง

ผลการวิจัยชี้ว่าอาการ brain fry ที่พนักงานรายงานนั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึกเหนื่อยธรรมดา แต่เป็นภาวะที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองอย่างเป็นรูปธรรม พนักงานหลายรายบอกว่าแม้จะนอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้ว แต่เมื่อกลับมาทำงานวันถัดไปก็ยังรู้สึกเหมือนหัวยังหนักอยู่ ไม่สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วเท่าที่ควร

นักวิจัยมองว่าส่วนหนึ่งของปัญหาอาจมาจากลักษณะการใช้งาน AI ที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานของสมองมนุษย์ไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อก่อนมนุษย์ต้องคิดเองและตัดสินใจเองในทุกขั้นตอน แต่เมื่อมี AI มาช่วย สมองกลับต้องทำงานหนักในรูปแบบที่ต่างออกไป เช่น การตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น การประเมินความถูกต้อง และการสลับไปมาระหว่างโหมดคิดเองกับโหมดตรวจสอบผลงาน AI อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้สมองเหนื่อยล้าในแบบที่ใหม่และยังไม่มีใครเตรียมรับมือไว้

AI ช่วยงานได้จริง แต่อาจมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่

ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่าการนำ AI เข้ามาในที่ทำงานนั้นไม่ใช่เรื่องที่ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในหลายด้าน แต่หากพนักงานต้องแลกด้วยสุขภาพจิตและความสามารถในการโฟกัส ผลประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาว องค์กรที่เร่งนำ AI มาใช้โดยไม่มีแนวทางการใช้งานที่ชัดเจนอาจกำลังสร้างปัญหาให้กับพนักงานโดยที่ยังไม่รู้ตัว

เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ Siam Blockchain เคยรายงานไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่ง Claude Code AI ลบฐานข้อมูลจริงของนักพัฒนาทิ้งโดยไม่ได้ตั้งใจ สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับโปรเจกต์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า AI ที่ทรงพลังมาพร้อมกับความเสี่ยงในหลายมิติ ทั้งในแง่ผลลัพธ์ของงานและผลกระทบต่อคนที่ใช้งาน

จะรับมือกับ brain fry จาก AI ได้อย่างไร

แม้งานวิจัยนี้จะยังไม่ได้ให้แนวทางแก้ไขที่ชัดเจน แต่นักวิจัยแนะนำว่าองค์กรควรเริ่มให้ความสำคัญกับการวางขอบเขตการใช้ AI ในที่ทำงาน เช่น กำหนดเวลาพักจากการใช้ AI และส่งเสริมให้พนักงานยังคงฝึกคิดและตัดสินใจด้วยตนเองในบางส่วนของงาน แทนที่จะพึ่งพา AI ในทุกขั้นตอน การสร้างสมดุลระหว่างการใช้ AI และการทำงานด้วยสมองของมนุษย์อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและสุขภาพที่ดีในระยะยาว


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้ relatable มากสำหรับใครที่ใช้ AI ในการทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Claude หรือ Copilot ความรู้สึก “หัวตื้อ” หลังจากนั่งพิมพ์ prompt และตรวจสอบผลลัพธ์ AI ทั้งวันนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนรู้จักดี แต่เราอาจไม่เคยเรียกมันว่า “brain fry” มาก่อน ที่น่าคิดคือ AI เองก็อาจกำลัง “ลบ” ทักษะบางอย่างออกจากเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะยิ่งพึ่งพา AI มากขึ้น สมองก็ยิ่งถูกใช้น้อยลงในแบบที่มันเคยถนัด สิ่งที่ควรจับตาดูต่อไปคือว่าจะมีงานวิจัยเพิ่มเติมที่ให้คำแนะนำเป็นรูปธรรมไหม และองค์กรใหญ่จะเริ่มนำเรื่องนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสุขภาพพนักงานหรือเปล่า

เครดิตภาพจาก @epixQ