bitkub-banner

จะกลัวหรือจะโลภ? Santiment เผย Bitcoin ขยับสู่โซน ‘FOMO’ แม้ดัชนีจะยังกลัวสุดขีด

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • แพลตฟอร์ม Santiment ระบุว่าตลาดกำลังกลับเข้าสู่สภาวะ FOMO หลัง Bitcoin ทะยานเหนือ $70,000
  • ข้อมูลดัชนีความกลัวและความโลภแตะจุดหวาดกลัวสุดขีดสวนทางกับรายงาน
  • นักวิเคราะห์ชี้ว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้มาจากแค่เรื่องสงคราม แต่รวมถึงการเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบัน, เงินเฟ้อที่ลดลง และการเตรียมรับประธานเฟดคนใหม่

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

ข้อมูล Santiment ชี้ว่านักลงทุนกำลังกลับเข้าสู่โหมด FOMO หลังราคาได้ทะยานกลับมาเหนือ $70,000 แม้ว่าดัชนีความกลัวและความโลภจะยังคงบ่งชี้ถึงสภาวะกลัวสุดขีด ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่าการพุ่งขึ้นรอบนี้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยมหภาคหลายมิติ ทั้งการช้อนซื้อของสถาบันระดับโลก อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง และความคาดหวังต่อนโยบายของเฟด ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ที่เปิดสถานะชอร์ตมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกล้างพอร์ตหากราคาพุ่งไปถึง $80,000

นับตั้งแต่ที่ทรัมป์ได้ออกมาคอมเมนต์ล่าสุดถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคา Bitcoin ได้ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ $70,000 อีกครั้งและดูเหมือนว่าความเห็นในตลาดจะพลิกกลับตัวไปสู่จุด FOMO

Santiment แพลตฟอร์มวิเคราะห์ชื่อดัง ได้เผยแพร่ข้อมูลว่า จำนวนการพูดคุยถึงคริปโตในมุมมองด้านบวกได้พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ที่ราคาร่วงลงไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

พวกเขาระบุว่า นับตั้งแต่ที่ราคาน้ำมันเริ่มมีการปรับตัวลดลง โซเชียลมีเดียก็เริ่มมีความเชื่อว่าสงครามกำลังใกล้ที่จะจบลง และในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้เอง ยอดการค้นหา “สินทรัพย์ทางเลือก” จึงได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคริปโตเองก็มีการตอบรับที่รวดเร็วเพราะสามารถซื้อขายทั่วโลกได้ 24 ชั่วโมง และไม่ขึ้นอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง

Santiment ยังระบุอีกว่า หลังจากที่ราคา Bitcoin พุ่งทะยานขึ้นมาเหนือ $70,000 ได้ส่งผลทำให้มันสามารถกลับมายืนจุดที่เกิดการ FOMO ตามตัวชี้วัดของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม แม้ Santiment จะบอกว่า Bitcoin ได้กลับมาอยู่ในจุด FOMO แล้ว แต่หากอิงข้อมูลจากดัชนีความกลัวและความโลภจะพบถึงความย้อนแย้ง เพราะตัวของดัชนีในวันนี้มีระดับอยู่ที่ “15” หรือระดับกลัวสุดขีดที่นักลงทุนมักหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะเดียวกันการค้นหาคำว่า Bitcoin บน Google Trends ยังลดลงมาจาก 100 เหลือเพียง 71 ในวันนี้

มุมมองจากนักวิเคราะห์

ด้าน Ryan Mcmillin ประธานฝ่ายการลงทุนที่ Merkle Tree Capital เปิดเผยมุมมองส่วนตัวว่า ข่าวสงครามใกล้จบไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้ Bitcoin ฟื้นตัว แต่เป็นผลมาจากทั้งการเข้าซื้อของบริษัท-สถาบันฯ , เงินเฟ้อลดลง, ราคาน้ำมัน และ การเตรียมตัวต้อนรับประธานเฟดคนใหม่

McMillin มองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันนักลงทุนฝั่งชอร์ตกำลังเสียเปรีบและเสี่ยงที่จะถูกล้างพอร์ตเมื่อราคาทะยานไปถึง $80,000 ซึ่งเป็นจุดสำคัญของ Bitcoin ว่าจะไปทางไหน เป็นการปิดฉากไซด์เวย์ที่กินระยะเวลามาหลายเดือน 

ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้เองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่นักลงทุนจะเกิดเปลี่ยนความคิดกะทันหันและเข้าสู่การ FOMO เพียงแต่ว่าการกลัวตกรถในครั้งนี้ไม่ได้เกิดมาจากรายย่อยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และมีนักลงทุนสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เหลือเพียงแค่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะไม่บานปลายไปมากกว่านี้และเปลี่ยนจาก FOMO ให้กลายเป็น FUD ในชั่วพริบตา

ที่มา : Cointelegraph


มุมมองผู้เขียน : การที่ดัชนี Fear & Greed อยู่ในระดับกลัวสุดขีด และยอดค้นหาใน Google ลดลง แต่ราคากลับวิ่งทะลุ $70,000 ได้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าตลาดรอบนี้ไม่ได้ถูกดันด้วยรายย่อยแต่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยรายใหญ่ที่มักจะทยอยเก็บของในช่วงที่ตลาดทั่วไปยังมีความกังวลและเมินเฉย กว่าจะรู้ตัวอีกทีราคาก็อาจสูงเกินไปแล้ว