สรุปข่าว
- รัฐบาลทรัมป์เตรียมเปิดการสอบสวนทางการค้าภายใต้มาตรา Section 301 รอบใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้นภาษีนำเข้าต่อหลายประเทศพร้อมกัน
- Section 301 เป็นกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ที่เปิดทางให้รัฐบาลกำหนดมาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่าปฏิบัติทางการค้าไม่เป็นธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกใช้กับจีนในช่วงสงครามการค้าปี 2561-2562
- ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรง และอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงคริปโต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การสอบสวนทางการค้ารอบใหม่ส่งสัญญาณว่าสงครามการค้าของสหรัฐฯ อาจยกระดับขึ้นอีก ซึ่งโดยปกติแล้วจะกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin และคริปโตอื่น ๆ เพื่อถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัยแทน ในช่วงที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูงอยู่แล้ว ข่าวนี้อาจซ้ำเติมแรงกดดันต่อตลาดคริปโตในระยะสั้น
ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 12 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมเปิดการสอบสวนทางการค้าครั้งใหม่ภายใต้มาตรา Section 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ โดยการสอบสวนดังกล่าวอาจนำไปสู่การกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อหลายประเทศพร้อมกัน ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นสัญญาณว่าทรัมป์ยังไม่หยุดเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้า แม้ว่าตลาดทั่วโลกจะยังอยู่ในภาวะผันผวนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์หลายจุดในเวลาเดียวกัน
Section 301 คืออะไร และทำไมถึงน่ากังวล
มาตรา Section 301 เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินการตอบโต้ประเทศที่ถูกพิจารณาว่าปฏิบัติทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนสินค้าส่งออก การตั้งกำแพงภาษีที่ไม่สมดุล หรือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กระบวนการสอบสวนภายใต้มาตรานี้มักกินเวลาหลายเดือน แต่เมื่อสรุปผลแล้ว รัฐบาลสามารถประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศเป้าหมายได้ทันที
ในสมัยแรกของทรัมป์ มาตรา Section 301 ถูกใช้เป็นอาวุธหลักในสงครามการค้ากับจีน ส่งผลให้ภาษีสินค้าจีนพุ่งสูงถึงหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในบางหมวด และกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก การที่รัฐบาลทรัมป์เตรียมเปิดการสอบสวนรอบใหม่ในคราวนี้ โดยเล็งหลายประเทศพร้อมกัน ถือเป็นการยกระดับจากรอบก่อนที่มุ่งเป้าจีนเป็นหลัก
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
สงครามการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจมักผลักดันให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น Bitcoin และคริปโตโดยรวมได้รับผลกระทบชัดเจนจากประเด็นเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง เพราะตลาดคริปโตเปิด 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน จึงมักเป็น “ตลาดแรก” ที่นักลงทุนขายออกเมื่อเกิดความตึงเครียดก่อนที่ตลาดหุ้นดั้งเดิมจะเปิดทำการ
นอกจากนี้ สถานการณ์ปัจจุบันยังซับซ้อนกว่าเดิม เพราะตลาดกำลังรับมือกับความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ การเพิ่มแรงกดดันด้านสงครามการค้าเข้ามาอีก จึงอาจยิ่งกดให้บรรยากาศการลงทุนในคริปโตซบเซาลงในช่วงนี้ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Arthur Hayes ผู้ร่วมก่อตั้ง BitMEX ยังไม่ซื้อ Bitcoin จนกว่า Fed จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับบรรยากาศที่นักลงทุนรายใหญ่หลายรายยังระมัดระวังอยู่
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังได้รายงานว่า ทรัมป์ขู่ตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน ซึ่งเป็นสัญญาณว่านโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลชุดนี้กำลังขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีนหรือเอเชียอีกต่อไป
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้ไม่ใช่แค่การส่งสัญญาณทางการเมืองธรรมดา การเปิดการสอบสวน Section 301 อย่างเป็นทางการต่อหลายประเทศพร้อมกันคือขั้นตอนแรกของกระบวนการที่อาจจบลงด้วยภาษีจริง ๆ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สิ่งที่ควรจับตาดูคือว่าประเทศไหนบ้างที่เป็นเป้าหมาย ถ้าครอบคลุมคู่ค้าใหญ่อย่างสหภาพยุโรปหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและความเชื่อมั่นตลาดน่าจะหนักพอสมควร สำหรับตลาดคริปโตในตอนนี้ มีปัจจัยลบซ้อนกันอยู่หลายชั้น ยังไม่ใช่จังหวะที่ควรประมาท
เครดิตภาพจาก @Cointelegraph

