bitkub-banner

นักลงทุนแห่ถอนเงินออกจากกองทุนหุ้นสหรัฐฯ หนักสุดในรอบหลายปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กองทุนหุ้นสหรัฐฯ เผชิญเงินไหลออกหนักต่อเนื่องหลายสัปดาห์ในต้นปี 2569 สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ
  • ข้อมูลจาก Investment Company Institute (ICI) ชี้ว่าสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 มี.ค. 2569 มีเงินไหลออกจากกองทุนรวมระยะยาวกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่เฮดจ์ฟันด์เพิ่มสถานะ Short ใน ETF สหรัฐฯ สูงสุดเป็นอันดับสองในรอบหลายปี
  • จับตาว่าแรงขายที่ยืดเยื้อนี้จะส่งผลต่อภาวะตลาดโดยรวมและสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้นอย่างไร

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

เงินไหลออกจากกองทุนในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อหลายสัปดาห์บ่งบอกถึงภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off) ในวงกว้าง ซึ่งปกติแล้วมักกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ รวมถึงคริปโตด้วย แม้ตลาดคริปโตจะยังไม่เคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญในทันที แต่ถ้าแรงขายจากตลาดดั้งเดิมยังต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจถดถอยลงได้อีก

ตลาดทุนสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันหนักในช่วงต้นปี 2569 โดยตามรายงานจาก The Kobeissi Letter เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่ากองทุนในสหรัฐฯ บันทึกยอดเงินไหลออกที่ทำลายสถิติ โดยอ้างอิงตัวเลขที่สูงกว่าวิกฤตครั้งสำคัญในอดีต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Investment Company Institute (ICI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ติดตามกระแสเงินกองทุนอย่างเป็นทางการ ให้ภาพที่ใหญ่กว่านั้นมาก นักลงทุนถอนเงินออกจากกองทุนรวมระยะยาวราว 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 มี.ค. 2569 และก่อนหน้านั้นอีกประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียวซึ่งเป็นการไหลออกหนักสุดในรอบแปดสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลของนักลงทุนในขณะนี้ลึกและกว้างกว่าที่ตัวเลขเดี่ยว ๆ จะบอกได้

กราฟแสดงกระแสเงินไหลออกจากกองทุนหุ้นกลุ่มการเงินของสหรัฐฯ (Financials fund flows) ทั้งรายสัปดาห์และค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ โดยมีการไหลออกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุดตามที่กรอบสีแดงระบุ
กราฟแสดงกระแสเงินไหลออกจากกองทุนหุ้นกลุ่มการเงินของสหรัฐฯ (Financials fund flows) ทั้งรายสัปดาห์และค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ โดยมีการไหลออกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุดตามที่กรอบสีแดงระบุ (ภาพจาก: @TheKobeissiLetter)

เงินไหลออกจากกองทุนสหรัฐฯ ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ สัญญาณอะไร

ข้อมูลจาก ICI เผยให้เห็นว่าในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 ม.ค. 2569 กองทุนรวมระยะยาวมีเงินไหลออกสูงถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเฉพาะกองทุนหุ้นอย่างเดียวก็ถูกถอนเงินออกกว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นั้น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากในบริบทประวัติศาสตร์ ขณะที่สัปดาห์สิ้นสุด 11 มี.ค. ยังมีเงินไหลออกจากกองทุนหุ้นสหรัฐฯ อีกราว 7.7 พันล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีเงินออกไปแล้วเกือบ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

สัญญาณที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างคือเฮดจ์ฟันด์ได้เพิ่มสถานะ Short ใน ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นราว 10% ในวันเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในวันเดียวสูงสุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่ปี 2559 รองจากวันที่ 2 เม.ย. 2568 ที่พุ่งขึ้นถึง 16% นอกจากนี้ ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดอย่าง SPDR Gold Trust (GLD) ยังถูกถอนเงินออกราว 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือน มี.ค. อีกด้วย ซึ่งในปกตินักลงทุนมักเข้าซื้อทองเพื่อป้องกันความเสี่ยง การที่แม้แต่ทองยังถูกขายก็สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนอาจต้องการสภาพคล่องเงินสด

ปัจจัยเบื้องหลังและผลกระทบต่อตลาดในวงกว้าง

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางหลังสงครามอิหร่าน รวมถึงความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่า $2 ล้านล้านในเดือนที่ผ่านมาเซ่นสงครามอิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเงินที่ไหลออกจากกองทุนต่อเนื่อง ขณะที่ในฝั่งคริปโต Siam Blockchain ยังรายงานว่า กองทุน Bitcoin ETF มีเงินไหลออกทะลุ $3.8 พันล้าน 5 สัปดาห์ติดต่อกัน ตอกย้ำให้เห็นว่าภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงครั้งนี้กว้างขวางครอบคลุมสินทรัพย์หลายประเภท

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่น่าสนใจเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยข้อมูลจาก Blockhead Media ระบุว่าในช่วงกลางเดือน มี.ค. กองทุน ETF ของ Bitcoin และ Ethereum ดึงดูดเงินลงทุนรวมกันราว 172 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจบ่งบอกว่าสถาบันบางส่วนยังคงมองว่าราคาที่ปรับลดลงเป็นโอกาสสะสม แม้ภาพรวมตลาดยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เมื่อตัวเลขบอกไม่ครบ ต้องอ่านบริบทรอบข้างด้วย

หนึ่งในประเด็นสำคัญของข่าวนี้คือความแตกต่างระหว่างตัวเลขที่ถูกอ้างถึงในสื่อสังคมออนไลน์กับข้อมูลที่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ ตัวเลข 3.8 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกอ้างว่าเป็น “สถิติสูงสุด” ของการไหลออกรายสัปดาห์นั้น ยังต้องพิจารณาว่าครอบคลุมกองทุนประเภทใดบ้าง เพราะข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก ICI แสดงให้เห็นว่ายอดไหลออกรายสัปดาห์ในหลายช่วงของต้นปี 2569 สูงกว่านั้นมาก ซึ่งสะท้อนว่าขนาดของความกังวลของนักลงทุนในปัจจุบันอาจรุนแรงกว่าที่ตัวเลขเดี่ยว ๆ จะสื่อได้ การอ่านข่าวเศรษฐกิจจึงต้องติดตามบริบทรอบด้านและแหล่งข้อมูลหลายแห่งประกอบกันเสมอ


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งคือ “แพทเทิร์น” ของการไหลออกที่ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ติดต่อกัน บ่งบอกว่านักลงทุนสถาบันไม่ได้แค่ขายแบบตื่นตระหนกชั่วคราว แต่กำลังปรับพอร์ตอย่างมีระบบ สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือว่าเมื่อไหร่กระแสเงินจะเริ่มกลับทิศ ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีสัญญาณชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเมื่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย อีกจุดที่น่าดูคือว่าเฮดจ์ฟันด์ที่เพิ่งเพิ่มสถานะ Short ขนานใหญ่นั้นจะตัดสินใจถูกหรือเปล่า เพราะถ้าตลาดพลิกกลับมา ก็อาจเกิด Short Squeeze ได้เช่นกัน ระวังไว้ก็ดี

ภาพจาก AI