bitkub-banner

Elon Musk ชี้ AI จะทำให้คนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป เสนอแจกเงินเดือนให้ทุกคนแทน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Elon Musk คาดการณ์ว่า AI และหุ่นยนต์จะทำให้การทำงานกลายเป็นเพียง “ทางเลือก” ในอนาคต ไม่ใช่ความจำเป็น
  • มัสก์เสนอแนวคิด “รายได้สูงถ้วนหน้า” (universal high income) แทน UBI ทั่วไป โดยระบุว่าจะไม่มีปัญหาการขาดแคลนสินค้าหรือบริการ
  • เขาประเมินโอกาสถึง 80% ที่ AI จะนำมาสู่โลกที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำงาน และคาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 10-20 ปีข้างหน้า

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

คำพูดของมัสก์เป็นการคาดเดาในระยะยาวที่ไม่มีผลกระทบต่อราคาคริปโตในทันที อย่างไรก็ตาม หากแนวคิด AI สร้างความมั่งคั่งถ้วนหน้าเป็นจริง อาจเพิ่มดีมานด์ต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะไกล เนื่องจากผู้คนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้นและมองหาที่เก็บมูลค่า

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla, SpaceX และ xAI ออกมาคาดการณ์อีกครั้งว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเปลี่ยนโลกแห่งการทำงานอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่างานจะกลายเป็นเพียง “ทางเลือก” ไม่ใช่ความจำเป็นในชีวิต ตามรายงานจาก Watcher.Guru ซึ่งเผยแพร่คำพูดของมัสก์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มัสก์กล่าวว่าแทนที่จะเป็น “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income) โลกในอนาคตจะมีสิ่งที่เขาเรียกว่า “รายได้สูงถ้วนหน้า” (universal high income) ที่จะทำให้ไม่มีใครต้องกังวลเรื่องเงินหรือสินค้าอีกต่อไป แนวคิดนี้มัสก์ได้พูดซ้ำในหลายเวที รวมถึงงาน Abundance Summit เมื่อเดือนมีนาคม 2026

มัสก์มองอนาคตแบบไหน และทำไมต้องเป็น “รายได้สูง” ไม่ใช่ “รายได้ขั้นต่ำ”

ประเด็นที่น่าสนใจกว่าแค่ “AI แย่งงานคน” คือความแตกต่างที่มัสก์เน้นย้ำระหว่าง universal high income กับ Universal Basic Income (UBI) แบบเดิม เขาอธิบายว่าในโลกที่ AI และหุ่นยนต์ผลิตสินค้าและบริการทุกอย่าง จะไม่มีปัญหาการขาดแคลนอีกต่อไป ทำให้ “รายได้สูงถ้วนหน้า” เป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดสังคมนิยมที่ต้องพึ่งการแจกเงิน

มัสก์กล่าวไว้ว่า “ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด อาจไม่มีใครในพวกเรามีงานทำ” และเสริมว่า “จะมีรายได้สูงถ้วนหน้า จะไม่มีปัญหาการขาดแคลนสินค้าหรือบริการ” เขาประเมินโอกาสที่สถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นไว้ที่ 80% และคาดว่าจะใช้เวลาราว 10-20 ปี โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญคือ AGI ที่เขาคาดว่าจะมาถึงภายในปี 2026 และความสามารถของ AI ที่จะแซงหน้าสติปัญญารวมของมนุษย์ทั้งโลกภายในปี 2030

แล้วมันเกี่ยวกับคริปโตและเศรษฐกิจยังไง

มัสก์ยังเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ AI ของตัวเองกับปัญหาหนี้ของสหรัฐฯ โดยระบุว่า AI และหุ่นยนต์คือ “สิ่งเดียว” ที่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตหนี้มหาศาลของประเทศได้ เพราะเมื่อการผลิตสินค้าและบริการมีต้นทุนต่ำลงจนแทบเป็นศูนย์ ก็จะสร้างความมั่งคั่งได้มากพอที่จะครอบคลุมทุกอย่าง นอกจากนี้เขายังตั้งคำถามปรัชญาที่น่าคิดว่า หากเครื่องจักรทำทุกอย่างได้ดีกว่ามนุษย์ “ความหมายของชีวิต” จะเหลืออะไร ซึ่งเป็นคำถามที่วงการ AI ทั่วโลกยังถกเถียงกันอยู่

สำหรับนักลงทุนสายคริปโต แนวคิดนี้มีนัยสำคัญในระยะยาว หากโลกเดินไปตามทิศทางที่มัสก์คาด มนุษย์ที่มีเวลาและรายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องทำงาน อาจหันมาสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะที่เก็บมูลค่าหรือช่องทางลงทุนมากขึ้น ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า มัสก์เคยสั่งแบน ChatGPT หลังพบความเชื่อมโยงกับคดีกราดยิง และ ยืนยันการเปิดตัว X Money ในเดือนเมษายน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามัสก์กำลังผลักดันวิสัยทัศน์ด้าน AI และการเงินดิจิทัลไปพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคำพูดของมัสก์เรื่องนี้ฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแบบนี้ ฟังแล้วคล้ายกับสิ่งที่เขาพูดซ้ำๆ มาหลายปีแล้ว ประเด็นที่น่าคิดกว่าคือ ถ้าโลกเดินไปทางนั้นจริง แล้วคนที่ “ไม่ต้องทำงาน” จะเอาเงินมาจากไหนในระหว่างทางก่อนที่ระบบ “รายได้สูงถ้วนหน้า” จะพร้อม? นั่นแหละที่น่าจับตา เพราะช่วงเปลี่ยนผ่านมักเจ็บปวดกว่าปลายทางเสมอ สำหรับตลาดคริปโตในระยะสั้น ข่าวนี้ไม่มีผลอะไรมากนัก แต่ถ้ามัสก์เริ่มเดินหน้าเชื่อม X Money กับ AI services เมื่อไหร่ ตอนนั้นน่าจะน่าสนุกกว่านี้มากครับ

เครดิตภาพจาก @Watcher.Guru