bitkub-banner

FTX เตรียมคืนเงินเจ้าหนี้อีก $2.2 พันล้าน สิ้นเดือน มี.ค. นี้ บางกลุ่มได้คืนเกิน 120%

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • FTX Recovery Trust ประกาศเริ่มการจ่ายเงินคืนเจ้าหนี้ครั้งที่ 4 มูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ในวันที่ 31 มี.ค. 2569
  • เจ้าหนี้บางกลุ่มได้รับคืนรวมถึง 120% ของมูลค่าที่สูญเสียไป โดยจะรับเงินผ่าน BitGo, Kraken หรือ Payoneer ภายใน 1-3 วันทำการ
  • เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลคืนสู่มือเจ้าหนี้อาจส่งผลให้เงินบางส่วนไหลกลับเข้าตลาดคริปโตในช่วงต้นเดือนเมษายน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การคืนเงินให้เจ้าหนี้ FTX มูลค่ากว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ถือเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโต เนื่องจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้จำนวนมากนำเงินที่ได้รับคืนกลับมาลงทุนในตลาดคริปโต สร้างแรงซื้อเพิ่มเติมในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดของตลาดโดยรวม

FTX Trading Ltd. และ FTX Recovery Trust ประกาศเริ่มต้นการจ่ายเงินคืนเจ้าหนี้ครั้งที่ 4 มูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ในวันที่ 31 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Crypto Rover ที่โพสต์ข่าวนี้บน X โดยการจ่ายเงินครั้งนี้เป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กระบวนการ Chapter 11 ของสหรัฐฯ เจ้าหนี้ที่มีสิทธิ์รับเงินจะได้รับภายใน 1-3 วันทำการนับจากวันที่ 31 มี.ค. ผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่ BitGo, Kraken และ Payoneer น่าสังเกตว่านี่เป็นการจ่ายเงินคืนครั้งที่ 4 ต่อจากการจ่ายเงินในเดือน ก.พ. 2568, พ.ค. 2568 และ ก.ย. 2568

ใครได้รับเงินคืนเท่าไหร่บ้าง

รายละเอียดของการจ่ายเงินครั้งที่ 4 แตกต่างกันไปตามประเภทของเจ้าหนี้ โดยกลุ่มลูกค้า Dotcom (Class 5A) จะได้รับการจ่ายเพิ่มเติมอีก 18% ทำให้การคืนเงินสะสมรวมอยู่ที่ 96% ส่วนกลุ่มลูกค้าสหรัฐฯ (Class 5B) จะได้รับอีก 5% ซึ่งหมายความว่าได้รับคืนครบ 100% แล้ว ขณะที่กลุ่มเจ้าหนี้ทั่วไป (Class 6A) และกลุ่มสินเชื่อสินทรัพย์ดิจิทัล (Class 6B) จะได้รับอีก 15% รวมเป็น 100% เช่นกัน

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือกลุ่ม Convenience Claims (Class 7) ซึ่งจะได้รับเงินคืนรวมสูงถึง 120% ของมูลค่าที่เสียไป สะท้อนถึงความสำเร็จในการกู้คืนทรัพย์สินและมูลค่าคริปโตที่เพิ่มขึ้นระหว่างกระบวนการล้มละลาย นอกจากนี้ FTX ยังประกาศว่าได้กำหนดวันที่ 30 เม.ย. 2569 เป็น record date สำหรับการจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ในวันที่ 29 พ.ค. 2569

เส้นทางการฟื้นฟูของ FTX จากวิกฤตสู่การคืนเงินเกิน 100%

FTX ยื่นล้มละลายภายใต้ Chapter 11 ในศาลล้มละลายสหรัฐฯ ของรัฐเดลาแวร์เมื่อวันที่ 11 และ 14 พ.ย. 2565 ก่อนที่แผนการปรับโครงสร้างหนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ม.ค. 2568 ภายใต้การนำของ John J. Ray III ในฐานะ CEO และที่ปรึกษาการปรับโครงสร้าง ทีมบริหารสามารถกู้คืนทรัพย์สินได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงการขายสินทรัพย์ต่าง ๆ และการดำเนินคดีเพื่อเรียกคืนเงิน

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า FTX ขายหุ้น 8% ในบริษัท AI อย่าง Anthropic ไปในราคา 1.3 พันล้านดอลลาร์ระหว่างกระบวนการล้มละลาย ซึ่งหุ้นก้อนนั้นปัจจุบันมีมูลค่าเกิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว สะท้อนถึงต้นทุนที่สูญเสียไปจากการล่มสลายของ FTX อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าหนี้บางกลุ่มได้รับเงินคืนเกิน 100% ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่หลายคนคาดไว้มากในช่วงที่วิกฤตเพิ่งเกิดขึ้น

เงิน 2.2 พันล้านดอลลาร์จะไหลเข้าตลาดคริปโตมากแค่ไหน

คำถามสำคัญที่นักลงทุนในตลาดคริปโตสนใจคือเงินที่เจ้าหนี้ FTX ได้รับคืนจะไหลกลับมาในตลาดคริปโตมากน้อยเพียงใด จากการจ่ายเงินครั้งก่อน ๆ พบว่ามีเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่เจ้าหนี้นำกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล สร้างแรงซื้อระยะสั้นในตลาด เจ้าหนี้ที่ต้องการรับเงินจะต้องผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) และยื่นเอกสารภาษี รวมถึงลงทะเบียนกับผู้ให้บริการที่ได้รับอนุมัติก่อน

อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังว่าเจ้าหนี้หลายรายอาจได้รับเงินคืนในรูปแบบดอลลาร์สหรัฐ ไม่ใช่คริปโตโดยตรง และบางส่วนอาจเลือกเก็บเป็นเงินสดหรือลงทุนในสินทรัพย์อื่น จึงยากที่จะประเมินได้อย่างแม่นยำว่าเงินจำนวนนี้จะสร้างแรงซื้อในตลาดคริปโตมากเพียงใด


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดคริปโตในภาพรวม การที่เจ้าหนี้บางกลุ่มได้รับคืนถึง 120% ถือเป็นเรื่องที่แทบไม่มีใครคาดคิดไว้ในช่วงที่ FTX เพิ่งล้มละลายใหม่ ๆ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการกู้คืนทรัพย์สินที่น่าประทับใจมาก ในแง่ผลกระทบต่อตลาด ผู้เขียนมองว่าคงจะเป็น “เบา ๆ บวก” มากกว่า “บวกรุนแรง” เพราะเงิน 2.2 พันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับ market cap รวมของตลาดคริปโตที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์แล้วถือว่าไม่ใหญ่มากนัก สิ่งที่น่าจับตาคือจะมีเจ้าหนี้รายใหญ่นำเงินกลับเข้าตลาดคริปโตในช่วงต้นเดือนเม.ย. หรือเปล่า ถ้ามีก็อาจเห็นราคาขยับเบา ๆ ในช่วงนั้น

เครดิตภาพจาก @adrianjordan_io