สรุปข่าว
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี พุ่งทะลุระดับ 5.00% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 สะท้อนความกังวลเงินเฟ้อที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง
- แรงหนุนหลักมาจากวิกฤตพลังงานในยุโรปที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ขณะที่การกู้ยืมของรัฐบาลอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์พุ่งสูงเป็นอันดับสองในประวัติการณ์ที่ 1.43 หมื่นล้านปอนด์
- ต้องจับตาทิศทางของธนาคารกลางอังกฤษ หลังส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยหากราคาพลังงานยังพุ่งต่อ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมทั้งภาครัฐและประชาชน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
บอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงเป็นสัญญาณของสภาวะ risk-off ในตลาดโลก นักลงทุนมักหันหลังให้สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตเพื่อไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยแทน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อตลาดคริปโตจะเป็นไปอย่างช้าๆ ในฐานะแรงกดดันระยะกลางมากกว่าการเคลื่อนไหวแบบทันที
ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหราชอาณาจักรอายุ 10 ปี ได้พุ่งทะลุระดับ 5.00% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 20 มีนาคม 2566 สะท้อนให้เห็นว่ายุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นเงินเฟ้อระลอกใหม่ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ยิ่งเลวร้ายลงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ผลจากเหตุการณ์นี้ส่งคลื่นกระทบไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปต่างปรับตัวลดลง ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

บอนด์ยีลด์คืออะไร และทำไมตัวเลข 5% ถึงสำคัญ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) คือผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาล มันทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและสะท้อนการคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับเงินเฟ้อและดอกเบี้ยในอนาคต เมื่อ Bond Yield ยิ่งสูงขึ้น หมายความว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตลาดส่งว่าพวกเขากังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือสถานะทางการเงินของรัฐบาล
การทะลุ 5% ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ส่งสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจ เพราะนักลงทุนกลับมาเรียกร้องผลตอบแทนสูงจากพันธบัตรอังกฤษในระดับที่ไม่เคยเห็นมานานเกือบ 17 ปี ผลที่ตามมาโดยตรงคือต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น ซึ่งยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ที่ยากอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาว่าการกู้ยืมของภาครัฐอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 พุ่งสูงถึง 1.43 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมที่ 8.5 พันล้านปอนด์อย่างมาก และเป็นการกู้ยืมในเดือนกุมภาพันธ์สูงเป็นอันดับสองในประวัติการณ์
วิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อ คู่แฝดที่กำลังบีบรัดเศรษฐกิจอังกฤษ
ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นมาจากสองแรงที่เสริมกัน อย่างแรกคือวิกฤตพลังงานในยุโรปที่ยิ่งเลวร้ายลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและดันเงินเฟ้อให้ขึ้นไปพร้อมกัน ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อาจดีดตัวขึ้นถึง 3.5% ในเดือนมีนาคม 2566 หลังจากที่ปรับตัวขึ้นมาแล้วจาก 2.3% ในเดือนตุลาคม 2565 เป็น 2.6% ในเดือนพฤศจิกายน 2565
แม้ว่าเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2566 คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษจะมีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% แต่ก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยหากราคาพลังงานยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตลาดรับรู้และตอบสนองด้วยการดันบอนด์ยีลด์ขึ้นต่อไปอีก สถานการณ์นี้ยังสร้างความกดดันให้รัฐมนตรีคลัง Rachel Reeves ต้องรับมือกับต้นทุนการชำระหนี้ของรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดการเงินโลก
เหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่ในสหราชอาณาจักร เพราะเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มบอนด์ยีลด์ทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปร่วงลง นักลงทุนแห่ไปถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาในระดับมหภาครวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่อาจสูงขึ้นตาม ซึ่งจะชะลอทั้งการลงทุนของภาคธุรกิจและการบริโภคของครัวเรือน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปีสะเทือนตลาด Carry Trade และคริปโตหนัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์บอนด์ยีลด์ขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศสำคัญกำลังกลายเป็นแรงกดดันระดับโลกที่นักลงทุนในทุกตลาดต้องเฝ้าระวัง นอกจากนี้ยังมีรายงานก่อนหน้าเกี่ยวกับ ตลาดหุ้นดูไบดิ่งเกือบ 5% หลังวิกฤตอิหร่าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลต่อตลาดการเงินโลกในทุกมิติ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่บอนด์ยีลด์อังกฤษทะลุ 5% ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงพอสมควร เพราะมันบอกเราว่าตลาดพันธบัตรซึ่งปกติถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย กำลังถูกนักลงทุนกดดันให้ต้องจ่ายผลตอบแทนสูงขึ้น นั่นหมายความว่าความเชื่อมั่นต่อสถานะการเงินของรัฐบาลอังกฤษกำลังลดลง ในขณะที่วิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณว่าจะดีขึ้นในเร็ววัน สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือการประชุมธนาคารกลางอังกฤษครั้งถัดไป ว่าจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ เพราะถ้าขึ้น ก็จะยิ่งซ้ำเติมภาระหนี้ของประชาชนและรัฐบาลไปพร้อมกัน ส่วนผลต่อตลาดคริปโตนั้นมองว่าจะค่อยๆ ซึมมากกว่าระเบิดทันที แต่ถ้าบอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่งพร้อมกันต่อเนื่อง นักลงทุนก็มีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงในพอร์ตและหันไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า
ภาพจาก AI
