สรุปข่าว
- ราคาทองคำดิ่งลงจากเกือบ $5,600 ต่อออนซ์ (ปลายเดือน ม.ค. 2569) มาสู่ $4,350 ต่อออนซ์ ณ วันที่ 23 มี.ค. 2569 ส่งผลให้มูลค่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในรูปแบบโทเคนบนเชนสูญหายไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
- โทเคนทองคำอย่าง Tether Gold (XAUT) และ Paxos Gold (PAXG) คิดเป็นมากกว่า 70% ของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์บนเชนทั้งหมด มูลค่าตลาดรวมลดลงเกือบ 6% ใน 30 วัน เหลืออยู่ที่ราว $6.68 พันล้าน
- Arkham Intelligence ระบุว่าปัจจัยที่ทำให้ทองคำร่วง ได้แก่ ท่าทีแข็งกร้าวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การทำกำไรออกมา และการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่มูลค่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์บนเชนหายไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สะท้อนถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ผูกกับราคาสินค้าจริงในโลก อีกทั้งท่าทีแข็งกร้าวของ Fed ที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2569 ยิ่งกดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน ซึ่งอาจส่งผลลบต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวมด้วย
ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างอิงข้อมูลจาก Arkham Intelligence เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 มูลค่ารวมของสินค้าโภคภัณฑ์ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน (tokenized commodities) หายไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนักจากเกือบ $5,600 ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2569 มาสู่ระดับ $4,350 ต่อออนซ์ ณ วันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา การร่วงลงอย่างรุนแรงนี้ฉุดมูลค่าตลาดรวมของสินทรัพย์โภคภัณฑ์บนเชนลดลงเกือบ 6% ในช่วง 30 วัน เหลืออยู่ที่ราว $6.68 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการลบล้างมูลค่าครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในตลาดสินทรัพย์ประเภทนี้

XAUT และ PAXG แบกรับแรงกระแทกเต็มๆ
หัวใจของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์บนเชนคือโทเคนทองคำสองรายใหญ่ ได้แก่ Tether Gold (XAUT) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทองคำโทเคนไนซ์ของ Tether และ Paxos Gold (PAXG) ของ Paxos โดยทั้งสองตัวรวมกันคิดเป็นมากกว่า 70% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด หรือราว $4.8 พันล้านดอลลาร์จากยอดรวม $6.68 พันล้านดอลลาร์ เมื่อราคาทองคำดิ่งลงอย่างรุนแรง ผลกระทบจึงตกหนักมายังโทเคนทั้งสองนี้โดยตรง เนื่องจากมูลค่าของโทเคนเหล่านี้ผูกติดกับราคาทองคำจริงในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
สินค้าโภคภัณฑ์ในรูปแบบโทเคน คือการนำมูลค่าของสินค้าโภคภัณฑ์จริงในโลก เช่น โลหะมีค่าหรือน้ำมัน มาแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน ทำให้นักลงทุนสามารถถือครองสิทธิ์ในสินทรัพย์เหล่านี้ได้ผ่านกระเป๋าคริปโตโดยไม่ต้องถือทองคำจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในกรณีการใช้งาน RWA (Real World Assets) ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
Fed แข็งกร้าว กดดันทองคำต่อเนื่อง
Arkham Intelligence ระบุว่าการร่วงลงของทองคำครั้งนี้มีปัจจัยหลักมาจากท่าทีแข็งกร้าวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีการคาดการณ์ว่าจะลดดอกเบี้ยได้เพียงครั้งเดียวในปี 2569 ประกอบกับการทำกำไรออกมาจากนักลงทุนที่ถือทองคำมาตั้งแต่ช่วงที่ราคาพุ่งทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่กลับมาครองตลาดอีกครั้ง
น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้ทองคำพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย กระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ และการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก แต่เมื่อ Fed ส่งสัญญาณชะลอการลดดอกเบี้ย ทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดึงดูดใจนักลงทุนมากกว่าทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากทองคำและสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับตลาดทองคำและการเชื่อมโยงกับโลกคริปโตใน ทองคำพุ่ง $4,574 จับตา Smart Money ดัน SET Index สวนทาง Bitcoin ร่วง และ ทองคำดีดสู้ตาย! พุ่งทะลุ $4,400 หลังทรัมป์สั่งพักรบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าราคาทองคำผันผวนอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีรายงานว่านักลงทุนสถาบันในตลาดหุ้นดั้งเดิมก็เริ่มลดสัดส่วนในสินทรัพย์เสี่ยงเช่นกัน ตามที่ Siam Blockchain รายงานใน Retail trading share drops to historic low of 8.1%
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่น่ากังวลมากสำหรับกลุ่ม RWA และสินทรัพย์โทเคนไนซ์โดยรวม เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้แต่สินทรัพย์ที่ “หนุนหลัง” ด้วยของจริงอย่างทองคำก็ยังเจ็บหนักได้เมื่อราคาสินค้าอ้างอิงดิ่งลง ต่างจากที่หลายคนคิดว่าโทเคนไนซ์จะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้มากกว่า ที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ Fed จะยืนท่าทีแข็งกร้าวไปนานแค่ไหน และทองคำจะสามารถดีดกลับมาได้หรือเปล่า ถ้า Fed เริ่มส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยมากขึ้น ก็อาจเห็นเงินทุนไหลกลับเข้าโทเคนทองคำอีกครั้ง แต่ถ้า Fed ยังยืนหยัด มูลค่าตลาดที่ $6.68 พันล้านนี้ก็ยังมีโอกาสลดลงต่อได้อีก
ภาพจาก AI
