สรุปข่าว
- ร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในวุฒิสภาสหรัฐฯ มีบทบัญญัติห้ามผลตอบแทนแบบ Passive จากการถือ Stablecoin ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นแรงกดดันต่อโทเคน DeFi
- หากกฎหมายผ่าน มูลค่าตลาดอาจย้ายจากโปรโตคอล DeFi แบบกระจายศูนย์ไปยังผู้เล่นที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย เช่น สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต
- การเจรจายังคงดำเนินอยู่ที่ทำเนียบขาว โดย CEO Ripple ระบุว่าดีลใกล้สำเร็จและคาดว่าจะพร้อมภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังไม่แน่นอน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การห้ามผลตอบแทนแบบ Passive บน Stablecoin ถือเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อโปรโตคอล DeFi ที่พึ่งพากลไกนี้เป็นจุดขาย หากกฎหมายผ่านในรูปแบบปัจจุบัน ความต้องการใช้งานและมูลค่าของโทเคน DeFi อาจลดลง ขณะที่ผู้เล่นที่ได้รับใบอนุญาตจะได้เปรียบเชิงการแข่งขันมากขึ้น
ณ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act หรือ CLARITY Act (H.R. 3633) ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งตามรายงานจาก CoinDesk นักวิเคราะห์จาก 10x Research ระบุว่าบทบัญญัติที่จำกัดการจ่ายผลตอบแทนในร่างกฎหมายนี้อาจทำให้มูลค่าตลาดไหลออกจากโปรโตคอล DeFi แบบกระจายศูนย์ไปยังผู้เล่นที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยร่างล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมาได้บัญญัติห้ามการจ่ายผลตอบแทนแบบ Passive สำหรับการถือ Stablecoin โดยเฉพาะ ขณะที่การเจรจาระหว่างผู้บริหารบริษัทคริปโต ตัวแทนธนาคาร และผู้立法ยังคงดำเนินต่อไปที่ทำเนียบขาว
เส้นทางของ CLARITY Act และปมผลตอบแทน Stablecoin
CLARITY Act ผ่านสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง 294 ต่อ 134 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 และถูกส่งต่อให้คณะกรรมการธนาคารวุฒิสภาพิจารณา แต่กระบวนการกลับสะดุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เมื่อคณะกรรมการเลื่อนการประชุม Markup เนื่องจากมีข้อเสนอแก้ไขกว่า 100 ข้อ โดยหนึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือเรื่องผลตอบแทนจาก Stablecoin ซึ่งกลุ่มธนาคารและบริษัทคริปโตมีจุดยืนที่แตกต่างกันชัดเจน
ร่างล่าสุดที่วุฒิสมาชิก Angela Alsobrooks และ Thom Tillis เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ห้ามการจ่ายผลตอบแทนเพียงเพราะถือ Stablecoin ไว้เฉยๆ แต่เปิดช่องให้รูปแบบรางวัลที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ข่าวนี้ส่งผลให้หุ้น Circle ร่วงกว่า 20% และหุ้น Coinbase ลดลงกว่า 9% ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ Coinbase ยังได้ถอนการสนับสนุนร่างกฎหมายในรูปแบบนี้ไปก่อนหน้าแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม
DeFi อาจเสียเปรียบถ้ากฎหมายผ่านในรูปแบบนี้
จุดเด่นหลักของโปรโตคอล DeFi จำนวนมากคือการนำเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การให้สภาพคล่อง การฝากสินทรัพย์ในโปรโตคอล หรือการ Staking หากกฎหมายบัญญัติให้ผลตอบแทนแบบ Passive เป็นสิ่งที่ทำได้เฉพาะในกรอบที่ได้รับอนุญาต โปรโตคอลแบบกระจายศูนย์ที่ไม่มีผู้ดำเนินการที่ชัดเจนอาจดำเนินต่อไปได้ยากภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว ในทางกลับกัน สถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตอาจได้รับประโยชน์จากการกีดกันคู่แข่ง DeFi ออกจากตลาด
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่าข้อจำกัดต่อ Stablecoin Yield ที่มีการกำกับดูแลอาจทำให้นักลงทุนหันมาใช้โปรโตคอล DeFi แบบกระจายศูนย์มากขึ้นแทน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่ากฎหมายจะครอบคลุมกลไก DeFi ทุกประเภทหรือไม่ ขณะที่ CEO Ripple Brad Garlinghouse ระบุเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ว่าการเจรจา “ไม่ง่ายเลย” แต่คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม
ความไม่แน่นอนในกระบวนการนิติบัญญัติยังสูง
แม้ CLARITY Act จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่เส้นทางสู่การลงมติในวุฒิสภายังไม่ชัดเจน โดยมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ต้องจับตา ได้แก่ ปริมาณการแก้ไขที่ยังค้างอยู่ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มธนาคารและบริษัทคริปโต ตลอดจนปฏิทินนิติบัญญัติที่ตึงตัวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม สิ่งที่น่าสังเกตคือ David Sacks ที่ปรึกษาด้าน AI และคริปโตของทำเนียบขาวได้หมดวาระลงเมื่อวันที่ 26 มี.ค. และรัฐบาลไม่มีแผนแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งอาจส่งผลต่อโมเมนตัมในการผลักดันกฎหมายด้านคริปโตของรัฐบาล Trump ด้วย
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Coinbase ผลักดันให้ ก.ล.ต. สหรัฐฯ สร้างกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับคริปโต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการต่อสู้เรื่องกรอบกฎหมายคริปโตในสหรัฐฯ ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายปี และยังไม่มีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอใจ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าความเสี่ยงจาก CLARITY Act ต่อ DeFi นั้นมีจริง แต่ยังต้องรอดูว่าบทบัญญัติสุดท้ายจะออกมาในรูปแบบไหน เพราะตอนนี้ทุกอย่างยังอยู่ระหว่างการต่อรอง สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือแนวโน้มที่กฎหมายพยายามจำกัดผลตอบแทน Passive โดยรวม ซึ่งถ้าตีความกว้างก็อาจกระทบโปรโตคอล DeFi ที่ไม่ใช่แค่ Stablecoin ด้วย สำหรับคนที่ถือโทเคน DeFi อยู่ตอนนี้ ควรติดตามความคืบหน้าของการเจรจาช่วงเดือนพฤษภาคมอย่างใกล้ชิด เพราะนั่นคือช่วงที่เราน่าจะรู้ว่าร่างสุดท้ายหน้าตาจะเป็นอย่างไร
เครดิตภาพจาก @oWnedMnd
