สรุปข่าว
- Hashrate ของ Bitcoin ลดลงในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ซึ่งเป็นการลดลงในช่วงไตรมาสแรกของปีครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยเครือข่ายมีค่าความยากในการขุดลดลงใกล้ 8% เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เหลือ 133.79 ล้านล้าน
- บริษัทเหมืองขุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่ง ทั้ง Core Scientific, Marathon Digital, Bitdeer และ Bitfarms ต่างเร่งโยกทรัพยากรไปสู่ธุรกิจ AI และศูนย์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) รวมมูลค่าสัญญากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์
- แม้การลดลงของ hashrate อาจช่วยกระจายอำนาจในเครือข่าย Bitcoin ได้บ้าง แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ตั้งคำถามถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระยะยาวหากพลังการขุดถูกโยกไป AI อย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การลดลงของ hashrate ในตัวเองไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อราคา Bitcoin แต่บ่งบอกถึงแรงกดดันด้านต้นทุนของนักขุดที่อาจนำมาซึ่งแรงเทขาย Bitcoin เพื่อระดมทุนสำหรับลงทุนใน AI ขณะที่ปัจจัยการกระจายอำนาจเครือข่ายเป็นเพียงผลบวกเล็กน้อยในระยะยาว ไม่ใช่ตัวผลักดันราคาในระยะสั้น
ตามรายงานจาก CoinDesk เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 hashrate ของเครือข่าย Bitcoin บันทึกการลดลงในช่วงไตรมาสที่ 1 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากบรรดาบริษัทเหมืองขุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ต่างพากันโยกทรัพยากรด้านการประมวลผลออกจากการขุด Bitcoin ไปสู่ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตต้นทุนที่รุนแรง เนื่องจากต้นทุนเฉลี่ยในการขุด Bitcoin หนึ่งเหรียญของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์พุ่งสูงถึง 79,995 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 ปี 2568 ขณะที่ราคา Bitcoin ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 67,547 ดอลลาร์ ทำให้การขุดแต่ละเหรียญขาดทุนเกือบ 12,000 ดอลลาร์ รายงานของ CoinShares ระบุว่า hashrate ลดลงประมาณ 10% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2568 มาอยู่ที่ราว 1,045 เพตะแฮชต่อวินาที (EH/s) และดิ่งลงต่อสู่ระดับต่ำสุดที่ 850 EH/s ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ก่อนจะฟื้นตัวบางส่วน
นักขุดยักษ์ใหญ่เทขาย Bitcoin หันลงทุน AI เต็มตัว
แรงผลักดันหลักที่ทำให้ hashrate ลดลงคือการตัดสินใจทางธุรกิจของบริษัทเหมืองขุดรายใหญ่ที่มองว่าธุรกิจ AI ให้ผลตอบแทนดีกว่าการขุด Bitcoin ในสภาวะปัจจุบัน Core Scientific ลงนามสัญญา 12 ปี มูลค่า 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์กับ CoreWeave พร้อมขาย Bitcoin ไปแล้วกว่า 1,900 BTC ในเดือนมกราคม เพื่อนำเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI Marathon Digital (MARA) ไปไกลกว่านั้น โดยขาย Bitcoin จากงบดุล 15,133 BTC มูลค่าราว 1.1 พันล้านดอลลาร์ระหว่างวันที่ 4-25 มีนาคม เพื่อไถ่ถอนหนี้และลงทุนใน AI ส่วน Bitdeer และ IREN ถึงขั้นเทขาย Bitcoin สำรองทั้งหมดออกไปจนเหลือศูนย์
ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ Bitfarms ออกมาประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ใช่บริษัท Bitcoin อีกต่อไปแล้ว” และกำลังรีแบรนด์เป็น Keel Infrastructure โดยสำรอง Bitcoin ของบริษัทร่วงจากจุดสูงสุด 3,301 BTC เหลือเพียง 1,827 BTC ขณะที่ TeraWulf เซ็นสัญญา 10 ปีกับ Fluidstack มูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์ และ Hut 8 ปิดดีลเช่าโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ รวมมูลค่าสัญญา AI/HPC ของอุตสาหกรรมเหมืองขุดทั้งหมดแล้วกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์
การกระจายอำนาจเครือข่าย หรือความเสี่ยงใหม่ที่ต้องจับตา
การที่บริษัทขุดขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ลดกำลังการขุดลง อาจส่งผลให้สัดส่วน hashrate กระจายตัวไปยังนักขุดรายย่อยมากขึ้น ซึ่งในทางทฤษฎีช่วยเสริมความต่อต้านการเซ็นเซอร์ของเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าหากพลังการขุดลดลงต่อเนื่องในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตีแบบ 51% และลดความมั่นคงโดยรวมของเครือข่ายได้ ราคา hashprice หรือรายได้ต่อหน่วยกำลังประมวลผลลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ช่วง Bitcoin Halving เดือนเมษายน 2567 โดยอยู่ที่ 28-30 ดอลลาร์ต่อเพตะแฮชต่อวันในไตรมาสแรกของปีนี้ ลดลงจาก 36-38 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2569 รายได้จาก AI อาจมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของรายได้รวมของบริษัทเหมืองขุดที่หันมาเน้น HPC การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับตัวชั่วคราว แต่อาจเป็นการเปลี่ยนหน้าตาของอุตสาหกรรมเหมืองขุดอย่างถาวร
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่าติดตามมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่ข่าว hashrate ลดลงธรรมดา แต่สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐศาสตร์ของการขุด Bitcoin กำลังแตกหักจริง ๆ เมื่อต้นทุนขุดต่อเหรียญแพงกว่าราคาตลาดอยู่เป็นหมื่นดอลลาร์ ไม่มีบริษัทที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นจะแบกรับไว้นาน ๆ ได้ สิ่งที่ต้องจับตาคือถ้าราคา Bitcoin ไม่ฟื้นกลับขึ้นไปเหนือต้นทุนการขุดโดยเร็ว เราอาจเห็นบริษัทเหมืองขุดอีกหลายแห่งออกมาเทขาย Bitcoin สำรองเพิ่มเติม ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาได้ แต่ถ้ามองในแง่ดี การที่บริษัทขนาดใหญ่ลดการขุดลง อาจทำให้เครือข่าย Bitcoin กระจายตัวขึ้น และนั่นคือพื้นฐานที่ดีกว่าในระยะยาว
ภาพจาก AI
