สรุปข่าว
- Anthropic ประกาศความร่วมมือกับ Google และ Broadcom เพื่อดึงพลังงานหลายกิกะวัตต์มาใช้ในการประมวลผล AI ซึ่งถือเป็นการแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานโดยตรงกับกลุ่มนักขุด Bitcoin
- อุตสาหกรรมเหมืองขุดกำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อรายได้จากการขุดเริ่มไม่คุ้มต้นทุน ทำให้บริษัทใหญ่หลายแห่งเริ่มหันมาแบ่งกำลังการประมวลผลไปให้บริษัท AI เช่าเพื่อรับรายได้ที่มั่นคงกว่า
- ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าบริษัทเหมืองขุดยักษ์ใหญ่ได้ทำการเทขายเหรียญรวมกันกว่า 19,000 BTC ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในธุรกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันด้านต้นทุนกำลังบีบให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างหนัก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่บริษัทเหมืองขุด Bitcoin ต้องเผชิญกับการแข่งขันแย่งชิงพลังงานจากอุตสาหกรรม AI ทำให้ต้นทุนในการดำเนินการพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แรงกดดันดังกล่าวยังบีบให้บริษัทขุดเหรียญรายใหญ่จำเป็นต้องเทขาย Bitcoin ออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากเพื่อนำเงินสดมาประคองธุรกิจหรือนำไปลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งแรงเทขายอย่างต่อเนื่องจากกลุ่ม Miner ถือเป็นปัจจัยกดดันราคาเหรียญในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ
Anthropic ได้ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่กับ Google และ Broadcom เพื่อเตรียมรองรับกำลังการประมวลผลระดับหลายกิกะวัตต์สำหรับชิปตัวใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ในปี 2027 โดยบริษัทระบุว่านี่คือความมุ่งมั่นครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ที่พุ่งทะยานสู่ระดับ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี จากเดิมที่ 9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2025
สเกลความต้องการพลังประมวลผลของ AI ในปัจจุบันกำลังก้าวเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับการขุด Bitcoin ในการแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า ใบอนุญาตใช้ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐานระบบหล่อเย็น และพลังงานไฟฟ้าราคาถูก
เครื่องมือติดตามข้อมูลของ Cambridge ประเมินว่าปัจจุบันการขุด Bitcoin ทั่วโลกใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องประมาณ 13 ถึง 25 กิกะวัตต์ การที่ Anthropic สามารถคว้าพลังงานระดับหลายกิกะวัตต์ได้จากดีลเดียว นอกเหนือจากกำลังการประมวลผลที่มีอยู่แล้วบนแพลตฟอร์มคลาวด์รายอื่น แสดงให้เห็นว่า AI กำลังกลายมาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแบบเดียวกับที่นักขุดคริปโตต้องพึ่งพา
นี่ยังไม่นับรวม OpenAI ที่เพิ่งระดมทุนไปได้มหาศาลและได้ขยายโครงสร้างพื้นฐานกระจายไปตามผู้ให้บริการคลาวด์ถึง 5 ราย การขยายตัวของอุตสาหกรรม AI ในภาพรวมกำลังกลายเป็นหนึ่งในแหล่งความต้องการพลังงานไฟฟ้าใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เหล่านักขุด Bitcoin กำลังต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าขุดเหรียญต่อไป หรือจะหันไปปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐานให้กับบริษัท AI แทน
ทิศทางการตัดสินใจดังกล่าวกำลังเอนเอียงไปในทางปล่อยเช่าระบบอย่างชัดเจน บริษัทอย่าง Core Scientific ได้แปลงกำลังการขุดส่วนใหญ่ไปรองรับการประมวลผล AI ขณะที่ Iris Energy และ Hut 8 ก็ได้ขยายสัดส่วนรายได้จากฝั่ง AI มากขึ้น ในขณะเดียวกันบริษัทขุดยักษ์ใหญ่อย่าง Riot Platforms, MARA Holdings และ Genius Group เพิ่งเปิดเผยว่าได้ทำการเทขายเหรียญไปกว่า 19,000 BTC จากคลังของบริษัทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบเศรษฐศาสตร์ของการขุดคริปโตเพียงอย่างเดียวไม่สามารถหล่อเลี้ยงการดำเนินงานได้อีกต่อไปภายใต้ราคาและความยากระดับปัจจุบัน
ในมุมของการสร้างรายได้ การขุด Bitcoin ด้วยกำลังไฟฟ้าหนึ่งกิกะวัตต์จะให้ผลตอบแทนที่ผันผวนตามราคาเหรียญหน้ากระดาน แต่หากนำกำลังไฟฟ้าเท่ากันไปปล่อยเช่าให้กับบริษัท AI ผู้ประกอบการจะได้รับอัตราค่าเช่าพร้อมกระแสเงินสดที่คงที่และคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ ด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากการแย่งชิงทรัพยากร ทางเลือกในการปล่อยเช่าให้ AI จึงมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าจุดจบของการขุด Bitcoin กำลังจะมาถึง เนื่องจาก Hashrate ของเครือข่ายยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง แต่บรรดานักขุดที่จะสามารถอยู่รอดในตลาดนี้ได้ อาจจะมีภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นบริษัทขุดเหรียญแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะต้องกลายร่างเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานที่นำพลังงานไฟฟ้าไปปล่อยเช่าให้กับอุตสาหกรรม AI แล้วค่อยแบ่งกำลังประมวลผลส่วนหนึ่งมาขุด Bitcoin เป็นงานเสริมแทน
ที่มา coindesk
มุมมองส่วนตัวผมคิดว่าเทรนด์นี้เป็นเรื่องที่น่าจับตามากครับ การขุด Bitcoin ในยุคนี้ต้นทุนมันโหดร้ายขึ้นทุกวัน ทั้งค่าไฟ ค่าบำรุงรักษา แถมยังต้องมาลุ้นราคาหน้ากระดานอีก การที่บริษัทเหมืองขุดใหญ่ๆ หันไปรับจบงาน AI ถือเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดที่ฉลาดมาก เพราะได้เงินชัวร์ๆ ทุกเดือนไม่ต้องมานั่งเสี่ยงกับความผันผวน แต่สำหรับนักลงทุนคริปโตอย่างเรา ข่าวนี้อาจจะน่ากังวลนิดหน่อยตรงที่บรรดาวาฬนักขุดเริ่มเทขายเหรียญในมือออกมาเพื่อเอาเงินไปหมุนทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งแรงขายระดับเกือบสองหมื่นเหรียญมันสร้างความกดดันให้กราฟราคาได้พอสมควรเลยครับ ในระยะสั้นคงต้องระวังแรงทุบจากกลุ่ม Miner ไว้ให้ดีครับ
