สรุปข่าว
- ข้อมูลจาก FBI ระบุว่ามูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตในปี 2025 สูงถึง 1.136 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อนหน้า โดยคดีหลอกลวงเพื่อการลงทุนมีสัดส่วนความเสียหายสูงที่สุด
- กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 40% ของความเสียหายทั้งหมดในคดีคริปโต
- คดีหลอกลวงผ่านตู้ Crypto ATM มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลในหลายรัฐของสหรัฐฯ เริ่มยกระดับการตรวจสอบและพิจารณาออกกฎหมายควบคุมตู้เหล่านี้อย่างเข้มงวด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
รายงานอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาเหรียญคริปโตบนกระดานเทรด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความเสียหายที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐในสหรัฐฯ และทั่วโลกเร่งออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมและอิสรภาพของการใช้งานคริปโตในระยะยาว
รายงานอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตประจำปี 2025 จากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตของ FBI (IC3) เปิดเผยตัวเลขความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพุ่งทะยานสู่สถิติใหม่ที่ 1.136 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากยอด 9.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 โดยมีผู้ร้องเรียนรวมทั้งสิ้น 181,565 ราย
การหลอกลวงด้านการลงทุนคริปโตยังคงเป็นรูปแบบอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายสูงสุด โดยกวาดมูลค่าไปกว่า 7.22 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขความเสียหายเฉลี่ยต่อผู้ร้องเรียนหนึ่งรายอยู่ที่ประมาณ 62,604 ดอลลาร์ โดยมีเหยื่อเกือบ 19,000 รายที่สูญเงินมากกว่า 100,000 ดอลลาร์
จุดที่น่ากังวลที่สุดในรายงานฉบับนี้คือการพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ ชาวอเมริกันที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปแบกรับมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4.43 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของความเสียหายทั้งหมด แม้ว่าประชากรกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนเพียง 17% ของประเทศก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับกลุ่มคนวัย 50 ปี
นอกจากนี้ อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับตู้ Crypto ATM และ Kiosk ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าความเสียหาย 389 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 58% จากปี 2024 กลุ่มมิจฉาชีพมักใช้ช่องทางที่เข้าถึงง่ายอย่างการสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านตู้เหล่านี้เพื่อหลอกลวงผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เมื่อเหยื่อมายืนอยู่หน้าตู้ มักจะตกอยู่ในสภาวะที่ถูกมิจฉาชีพควบคุมทางจิตวิทยาไปแล้วเรียบร้อย
หน่วยงานภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว ทาง FBI ได้ดำเนินโครงการ “Operation Level Up” เพื่อตอบโต้และแจ้งเตือนเหยื่อ ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายไปได้แล้วกว่า 500 ล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน ฝั่งหน่วยงานกำกับดูแลระดับรัฐก็เริ่มขยับตัวจัดการกับผู้ให้บริการตู้ Crypto ATM อย่างจริงจัง เช่น รัฐเวสต์เวอร์จิเนียที่เพิ่งออกกฎหมายบังคับให้ตู้คริปโตต้องมีใบอนุญาต รัฐมินนิโซตาที่กำลังพิจารณาสั่งแบนตู้เหล่านี้อย่างเด็ดขาด และรัฐคอนเนตทิคัตที่สั่งระงับใบอนุญาตของบริษัท Bitcoin Depot เนื่องจากพบว่ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินจริงและไม่ยอมชดเชยเงินให้เหยื่ออย่างเป็นธรรม
ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน TRM Labs ประเมินว่าตัวเลขที่ FBI รายงานอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เนื่องจากมีเหยื่อเพียง 15% เท่านั้นที่เข้าแจ้งความ โดยคาดว่ามูลค่าความเสียหายทั่วโลกอาจสูงถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้น มิจฉาชีพยังมีการปรับตัวและนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Deepfake มาใช้ในการหลอกลวงแบบวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) มากขึ้น การรับมือกับปัญหานี้จึงไม่สามารถพึ่งพาแค่การแบนช่องทางการโอนเงิน แต่ต้องอาศัยการยกระดับความปลอดภัยของระบบนิเวศทางการเงินทั้งหมดควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ประชาชน
ที่มา: Decrypt
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าปัญหา Scammer ในวงการคริปโตกำลังเข้าสู่เฟสที่ซับซ้อนขึ้นมากครับ การที่ตัวเลขพุ่งไปแตะหมื่นล้านดอลลาร์สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพไม่ได้ใช้แค่วิธีการส่งลิงก์หลอกลวงแบบเดิมๆ แล้ว แต่มีการทำกันเป็นขบวนการระดับโลกที่ใช้หลักจิตวิทยาและ AI เข้ามาช่วย โดยเฉพาะการเจาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังทรัพย์แต่ขาดความเข้าใจในเทคโนโลยี การตื่นตัวของรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ ที่เริ่มแบนตู้ Crypto ATM เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะถ้าช่องทางนี้ถูกปิด มิจฉาชีพก็แค่ย้ายไปใช้ช่องทางอื่น สิ่งที่น่าจับตามองคือตัวเลขมหาศาลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างชิ้นดีสำหรับกลุ่มนักการเมืองสายอนุรักษ์นิยม เพื่อผลักดันกฎหมายที่ลิดรอนความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของผู้ใช้งานในระบบ DeFi หรือกระเป๋าเงินแบบ Non-custodial ในอนาคต ซึ่งนั่นจะกลายเป็นผลกระทบเชิงลบขนานใหญ่ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์อย่างแท้จริงครับ
