สรุปข่าว
- ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Paul Atkins เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตอย่างครอบคลุม
- Atkins ระบุว่าถึงเวลาแล้วที่จะ “ป้องกันอนาคตจากนักกำกับดูแลที่ไม่อยู่ในกรอบ” และส่งกฎหมายขึ้นโต๊ะประธานาธิบดี Trump
- การผลักดันครั้งนี้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของขุนคลังสหรัฐฯ ที่วอนสภาผ่าน Clarity Act และสัญญาณสนับสนุนจากทำเนียบขาว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องกฎหมายคริปโตอย่างชัดเจนเป็นสัญญาณบวกต่อตลาด เพราะหากสภาคองเกรสผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดได้จริง จะลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่กดดันตลาดมาอย่างยาวนาน และเปิดทางให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้าสู่ตลาดคริปโตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 เม.ย. 2569 ตามรายงานจาก Watcher.Guru ประธานสำนักงานกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (ก.ล.ต.) Paul Atkins ได้ออกมาเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตอย่างครอบคลุม โดยระบุว่า “ถึงเวลาแล้วที่สภาคองเกรสจะต้องป้องกันอนาคตจากนักกำกับดูแลที่ไม่อยู่ในกรอบ และผลักดันกฎหมายโครงสร้างตลาดที่ครอบคลุมขึ้นสู่โต๊ะของประธานาธิบดี Trump” ถ้อยแถลงครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดจากผู้นำ ก.ล.ต. ในยุค Atkins ว่าสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายคริปโตอย่างจริงจัง
ความหมายของ “นักกำกับดูแลที่ไม่อยู่ในกรอบ” และทำไมถึงต้องมีกฎหมาย
การที่ Atkins พูดถึง “นักกำกับดูแลที่ไม่อยู่ในกรอบ” นั้น มีนัยชัดเจนว่ากำลังอ้างอิงถึงยุคของอดีตประธาน ก.ล.ต. Gary Gensler ที่ใช้แนวทางปราบปรามคริปโตผ่านการฟ้องร้องแทนการออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน การมีกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรสอย่างถูกต้องจะทำให้ผู้นำ ก.ล.ต. คนต่อไปในอนาคตไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางนโยบายได้ตามอำเภอใจ เพราะต้องยึดกรอบที่นิติบัญญัติกำหนดไว้
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Atkins ตำหนิยุค Gensler ทำให้คริปโตสูญเสียโอกาส พร้อมเร่งแก้กฎระเบียบด่วน และ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เปิดตัวกฎใหม่ ให้ 3 เส้นทางสำหรับนักพัฒนาคริปโต ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Atkins ดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รับตำแหน่ง โดยมุ่งสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนและคาดเดาได้สำหรับอุตสาหกรรม
กระแสผลักดันกฎหมายคริปโตกำลังมาพร้อมกันหลายทาง
การเรียกร้องของ Atkins ไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว เพราะก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ขุนคลังสหรัฐฯ ก็วอนสภาผ่านกฎหมายคริปโต Clarity Act ก่อนสายเกินไป เช่นกัน ขณะที่ ประธาน CFTC ก็ประกาศแผนหลายปีเพื่อดันกฎหมายคริปโตให้ชัดเจนและยุติข้อพิพาทกับ ก.ล.ต. นอกจากนี้ Polymarket ชี้โอกาสผ่าน Clarity Act พุ่งกว่า 70% หลัง Trump หนุนเต็มตัว ซึ่งสะท้อนว่าทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายกำกับดูแล และตลาดต่างมองตรงกันว่ากฎหมายนี้มีโอกาสสูงที่จะผ่าน
หากสภาคองเกรสสามารถผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตได้สำเร็จ จะเป็นการแบ่งแยกอำนาจการกำกับดูแลระหว่าง ก.ล.ต. และ CFTC ให้ชัดเจน กำหนดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละชนิดว่าอยู่ภายใต้หน่วยงานไหน และวางกรอบการออกโทเคนใหม่อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจะลดความเสี่ยงทางกฎหมายสำหรับโครงการคริปโตและผู้ลงทุนได้อย่างมาก
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ประธาน ก.ล.ต. ออกมาพูดเองแบบนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะปกติหน่วยงานกำกับดูแลมักรอให้สภาออกกฎหมายมาก่อน แต่ครั้งนี้ Atkins เป็นคนเดินหน้าผลักดันเองอย่างเปิดเผย ซึ่งแสดงว่าฝ่ายบริหารต้องการให้กฎหมายนี้ผ่านเร็วที่สุด สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือความคืบหน้าในสภาคองเกรส ว่าจะมีการลงมติเมื่อไหร่ และร่างกฎหมายที่ออกมาจะครอบคลุมประเด็นสำคัญอย่างการแบ่งอำนาจ ก.ล.ต.-CFTC ได้ชัดเจนแค่ไหน ถ้าผ่านได้จริงก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโตในสหรัฐฯ อย่างแท้จริง
ที่มา: @WatcherGuru
เครดิตภาพจาก @Watcher.Guru
