bitkub-banner

นักวิจัยค้นพบวิธีทำให้ Bitcoin ป้องกันควอนตัมได้แล้วโดยไม่ต้องเข้าไปแก้โปรโตคอล

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักวิจัยจาก StarkWare นำเสนอแนวทางใหม่ที่เรียกว่า QSB ซึ่งช่วยให้ธุรกรรม Bitcoin ปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลหลัก
  • หลักการทำงานคือเปลี่ยนการเข้ารหัสแบบเดิมไปใช้ Hash-to-Sig Puzzle ที่บังคับให้ต้องสุ่มหาคำตอบแบบลองผิดลองถูก ทำให้ควอนตัมหาทางลัดเข้ามาเจาะได้
  • ทีมวิจัยเองก็ยอมรับว่า QSB เป็นเพียงแผนสำรองฉุกเฉินเท่านั้น เพราะมีค่าใช้จ่ายต่อธุรกรรมที่สูงมาก ไม่เหมาะแก่การนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

แนวโน้มผลกระทบ : Bullish

นักวิจัยเปิดเผยแนวทางใหม่ที่ช่วยให้เครือข่าย Bitcoin สามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้สำเร็จโดยไม่ต้องทำ Soft Fork เพื่อเปลี่ยนโปรโตคอลหลัก วิธีการนี้เรียกว่า QSB ซึ่งใช้กลไก Hash-to-Sig Puzzle บังคับให้การสร้างลายเซ็นธุรกรรมต้องใช้วิธีสุ่มเดาคำตอบ ทำให้ควอนตัมไม่สามารถใช้สมการเจาะรหัสทางลัดได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ซับซ้อนนี้ส่งผลให้ต้นทุนต่อธุรกรรมพุ่งสูงถึง $75-$150 ทำให้เหมาะกับการโอนเงินก้อนใหญ่เท่านั้น โดยนักวิจัยต่างเห็นพ้องว่า QSB เป็นเพียงแผนสำรองเท่านั้น เพราะการอัปเกรดโปรโตคอลเพื่อรับมือควอนตัมอย่างสมบูรณ์แบบยังคงเป็นสิ่งที่ Bitcoin หลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิจัย Bitcoin ล่าสุดสามารถค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ธุรกรรมของ Bitcoin สามารถป้องกันการเจาะของควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องอัปเกรดโปรโตคอลแบบ soft fork

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Avihu Levy ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ StarkWare ได้นำเสนอรูปแบบการทำธุรกรรม Bitcoin ที่ปลอดภัยต่อควอนตัม (QSB) ซึ่งเขาระบุว่า ระบบนี้จะยังคงมีความปลอดภัย แม้กระทั่งต่อคู่ต่อสู้ที่มีคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่รันชอร์อัลกอริทึมอยู่ก็ตาม

Levy อธิบายว่ากลไกใหม่นี้ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลของ Bitcoin เลย และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดของระบบสคริปต์แบบดั้งเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด แต่ทว่าก็มีข้อเสียใหญ่ตรงที่มีต้นทุนที่สูง และมีแนวโน้มว่าจะไม่เหมาะกับการนำมาใช้ทำธุรกรรมในชีวิตประจำวัน

สำหรับเบื้องหลังความสามารถใหม่นี้จะเป็นการเปลี่ยน โจทย์ปริศนาขนาดลายเซ็นแบบ Proof-of-Work ไปเป็นโจทย์การจับคู่แฮชกับลายเซ็น หรือ Hash-to-Sig Puzzle 

แทนที่จะพึ่งพาหลักคณิตศาสตร์แบบ Elliptic Curve ซึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถถอดรหัสได้ ผู้ใช้จะต้องทำการค้นหา Input ที่เมื่อผ่านกระบวนการแฮชแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ดันบังเอิญไปมีลักษณะเหมือนกับลายเซ็น ECDSA ที่ถูกต้องพอดี ซึ่งกระบวนการนี้ได้บังคับให้ต้องใช้วิธีการสุ่มหาแบบลองผิดลองถูก ที่แม้แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมก็ไม่สามารถใช้วิธีลัดได้ พูดง่ายๆก็คือเป็นการทำให้การส่ง Bitcoin 1 ครั้ง ยากราวกับการขุด Block 

จากที่กล่าวไปข้างต้น จุดอ่อนหลักของรูปแบบใหม่นี้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่ผู้ส่งธุรกรรมต้องแบกรับเป็นจำนวนสูงถึง $75-$150 ต่อธุรกรรม สำหรับค่าประมวลผลผ่าน GPU เพราะมันมีความซับซ้อนกว่าธุรกรรม Bitcoin ทั่วไป 

ดังนั้น ระบบนี้จึงมีความสมเหตุสมผลสำหรับใช้ในการรักษาความปลอดภัยให้กับการโอน Bitcoin จำนวนมหาศาลเท่านั้น

ถึงแม้การค้นพบนี้จะเป็นข่าวดีแต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Daniel Batten กลับกล่าวว่าการค้นพบนี้อาจเป็นการพูดเกิดนจริง เพราะรายงานไม่ได้มีการพูดถึง Bitcoin ที่ถูกเปิดเผย public keys และ wallets โบราณ ซึ่งก็คือ 1.7 ล้าน BTC ที่หลับใหลมาในสมัย P2PK ที่เป็นประเด็นกังวลว่าจะโดนเจาะในขณะนี้

ปัญหาใหญ่ของ Bitcoin ในปัจจุบันจึงยังคงอยู่เพราะถ้าอัปเกรดโปรโตคอลให้กันควอนตัมได้ก็เป็นการกลืนน้ำลายบิดอุดมการณ์ตัวเอง แต่ถ้าปล่อยไว้ก็อาจสร้างความเสียหายต่อส่วนรวมได้

อย่างไรก็ดี นักวิจัยในโปรเจกต์ QSB ต่างเห็นพ้องว่าวิธีการใหม่ของพวกเขาเหมาะที่จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายมากกว่าตัวเลือกแรกๆ และแนะนำว่าการเปลี่ยนแปลงระดับโปรโตคอลยังคงมีความจำเป็นเพื่อที่จะทำให้ Bitcoin มั่นคงในระยะยาว

ที่มา: Cointelegraph


มุมมองผู้เขียน : การค้นพบนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก เพราะสิ่งที่นักวิจัยทำคือการเปลี่ยนจุดอ่อนทางคณิตศาสตร์ให้กลายเป็นปัญหาทางกายภาพที่ต้องเน้นความถึกทนแบบตรงๆ  จึงเป็นการเอาตัวรอดที่ชาญฉลาด ที่อย่างน้อยก็ทำให้โลกรับรู้ว่าการรับมือกับควอนตัมยังพอมีหนทาง