สรุปข่าว
- Bitmine Immersion Technologies (NYSE: BMNR) รายงานผลขาดทุนสุทธิ 3.82 พันล้านดอลลาร์สำหรับไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 28 ก.พ. 2569 โดยขาดทุนส่วนใหญ่มาจากผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงบนสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่า 3.78 พันล้านดอลลาร์
- ณ วันที่ 12 เม.ย. 2569 บริษัทถือครอง ETH จำนวน 4.87 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้วยราคาต้นทุนเฉลี่ย 2,206 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
- นักลงทุนต้องจับตาดูว่า Bitmine จะเดินหน้าสะสม ETH ต่อไปหรือจะปรับกลยุทธ์ หลังราคา ETH ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,329 ดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ผลขาดทุนมหาศาลในงบการเงินของบริษัทที่ถือ ETH รายใหญ่ที่สุดในโลกสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันต่อราคา ETH ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยก่อนหน้า ขณะเดียวกันยังสร้างความกังวลให้นักลงทุนว่าบริษัทอาจเผชิญแรงกดดันให้ขายทำกำไรหรือลดพอร์ตได้ในอนาคต
เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph บริษัท Bitmine Immersion Technologies (NYSE: BMNR) ผู้ถือครอง Ethereum รายใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยบันทึกผลขาดทุนสุทธิรวม 3.82 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.33 แสนล้านบาท) ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized loss) บนสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่า 3.78 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 12 เม.ย. 2569 บริษัทถือครอง ETH จำนวน 4.87 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีราคาต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 2,206 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ในขณะที่ราคา ETH ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,329.76 ดอลลาร์ ลดลง 1.58% ในรอบ 24 ชั่วโมง
ตัวเลขขาดทุนมหาศาลในงบการเงินรายไตรมาส
ตามรายงาน 10-Q ที่ Bitmine ยื่นต่อทางการเมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2569 สินทรัพย์รวมของบริษัท ณ วันที่ 28 ก.พ. 2569 อยู่ที่ 9.89 พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล 8.81 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบด้วย Bitcoin จำนวน 195 เหรียญ และ ETH จำนวน 4,473,459 เหรียญ โดยมูลค่าตลาดของ ETH ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ประมาณ 8.79 พันล้านดอลลาร์ ส่วนผลขาดทุนสุทธิ 3.82 พันล้านดอลลาร์ที่บันทึกไว้เป็นตัวเลขทางบัญชีที่สะท้อนความแตกต่างระหว่างราคาซื้อกับมูลค่าตลาด ณ สิ้นงวด ยังไม่ได้มีการขายจริงแต่อย่างใด
น่าสังเกตว่าราคาต้นทุนเฉลี่ยที่รายงานล่าสุดอยู่ที่ 2,206 ดอลลาร์ต่อเหรียญนั้น ต่ำกว่าตัวเลขที่รายงานในช่วงก่อนหน้านี้มาก เนื่องจากบริษัทยังคงซื้อสะสม ETH เพิ่มอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ เทียบกับ 3,843 ดอลลาร์ในเดือน ก.พ. 2569 และ 3,644 ดอลลาร์ในวันที่ 6 เม.ย. 2569
Bitmine กับภารกิจสะสม ETH 5% ของอุปทานทั้งหมด
Bitmine เป็นบริษัทที่ประกาศตัวว่าต้องการเป็น Ethereum Treasury Company ชั้นนำของโลก โดยตั้งเป้าสะสม ETH ให้ครบ 5% ของอุปทาน ETH ทั้งหมด บริษัทยังได้เปิดตัว MAVAN (Made-in-America Validator Network) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ staking สินทรัพย์ของตัวเอง นอกจากนี้ยังเพิ่งย้ายหุ้นเข้าซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange (NYSE) เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 จาก NYSE American Thomas Lee ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และ Chi Tsang เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
จากที่บริษัทถือ ETH ประมาณ 4.87 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 4% ของอุปทาน ETH ทั้งหมดแล้ว หมายความว่าเป้าหมาย 5% อยู่ไม่ไกลอีกต่อไปนัก อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทต้องบันทึกผลขาดทุนสะสมขนาดใหญ่ต่อเนื่องมาหลายไตรมาส ตั้งแต่ที่ราคา ETH ร่วงลงจากจุดสูงสุด ก็สร้างแรงกดดันต่อนักลงทุนและผู้ถือหุ้น BMNR อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลขาดทุนยังไม่เกิดขึ้นจริงกับความเสี่ยงที่ตลาดต้องจับตา
แม้ผลขาดทุน 3.82 พันล้านดอลลาร์จะเป็นตัวเลขทางบัญชีที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่นักวิเคราะห์และนักลงทุนก็ยังคงจับตาความเสี่ยงที่ว่า หากราคา ETH ร่วงลงอย่างหนัก บริษัทอาจถูกกดดันให้ขาย ETH บางส่วนเพื่อประกอบการดำเนินงาน ซึ่งจะกลายเป็นแรงขายขนาดใหญ่ในตลาด ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า กิจกรรม Stablecoin บน Ethereum แตะจุดต่ำสุดของปี 2569 ส่งสัญญาณกำลังซื้อหด ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมที่ ETH ยังคงเผชิญแรงกดดันอยู่
อย่างไรก็ตาม ราคา ETH ปัจจุบันที่ 2,329.76 ดอลลาร์ยังสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยล่าสุดของ Bitmine ที่ 2,206 ดอลลาร์อยู่เล็กน้อย หากราคายังยืนเหนือระดับนี้ได้ต่อเนื่อง บริษัทก็ยังมีโอกาสที่จะรักษาสถานะได้โดยไม่ต้องขายทำกำไร
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า กรณีของ Bitmine เป็นบทเรียนที่น่าสนใจมากสำหรับกลยุทธ์ “สะสมคริปโตแบบ corporate treasury” ที่หลายบริษัทกำลังเดินตามรอย Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ในฝั่ง Bitcoin ความต่างคือ ETH มีความผันผวนและโครงสร้างที่แตกต่างจาก BTC ค่อนข้างมาก การที่บริษัทลดต้นทุนเฉลี่ยได้จาก 3,843 ดอลลาร์มาเหลือ 2,206 ดอลลาร์แสดงให้เห็นว่าพวกเขาซื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่องในระหว่างที่ราคาร่วง ซึ่งถ้า ETH ฟื้นตัวกลับมาแรง กลยุทธ์นี้อาจให้ผลตอบแทนมหาศาล แต่ถ้า ETH ยังอ่อนแออีก ตัวเลขขาดทุนในงบก็จะสูงขึ้นอีก สิ่งที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือว่าราคา ETH จะยืนเหนือ 2,206 ดอลลาร์ได้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะนั่นคือเส้นแบ่งสำคัญสำหรับ Bitmine
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
