สรุปบทความ
- RWA ที่ถูกแปลงเป็นโทเค็นมีมูลค่ากว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ปี 2026 เติบโต 66% ตั้งแต่ต้นปี แต่ทุกกองทุนสำคัญใช้ระบบ “มีสิทธิ์” (permissioned) กั้นรายย่อยออกทั้งหมด
- Apollo ซื้อโทเค็น MORPHO 9% ของอุปทาน และ BlackRock ขยายอิทธิพลใน Uniswap ส่งสัญญาณการยึดครองธรรมาภิบาล DeFi โดยสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม
- นักลงทุนรายย่อยชาวไทยถูกกีดกันทั้งจากเกณฑ์ “ผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติ” ของสหรัฐฯ และกฎระเบียบของ ก.ล.ต. ไทย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ RWA ระดับสถาบันได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
แม้การเติบโตของ RWA Tokenization จะบ่งบอกถึงการรับเทคโนโลยีบล็อกเชนในวงกว้าง แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อย ข่าวนี้เป็นขาลง เพราะผลิตภัณฑ์ RWA ทั้งหมดถูกออกแบบให้เข้าถึงได้เฉพาะสถาบัน การที่สถาบันซื้ออิทธิพลในโปรโตคอล DeFi ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ DeFi จะถูกเปลี่ยนจากระบบเปิดเป็นระบบปิดในอนาคต
มูลค่าสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเค็น (RWA Tokenization) บนบล็อกเชนสาธารณะพุ่งทะลุ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 เติบโตกว่า 66% นับตั้งแต่ต้นปี BlackRock, Fidelity, Franklin Templeton ต่างแห่กันเข้ามา ข่าวเรื่อง “สถาบันรับคริปโต” ดังก้องไปทั่วชุมชนคริปโต แต่มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึง นั่นคือ ทุกกองทุน RWA ที่เปิดตัวในปีนี้ ล้วนสร้างกำแพง “ระบบอนุญาต” (permissioning layer) ขวางกั้นนักลงทุนรายย่อยไว้ทั้งหมด ไม่มีแม้แต่กองทุนเดียวที่ใช้ DeFi แบบเปิดโดยตรง
คำถามที่ต้องตั้งคือ ถ้าบล็อกเชนถูกสร้างมาเพื่อขจัดตัวกลาง แล้วทำไมสถาบันการเงินทุกแห่งกลับแห่กันมาสร้างตัวกลางรูปแบบใหม่บนบล็อกเชนแทน
สถาบันเข้ามาจริง แต่ประตูปิดตายสำหรับคุณ

เริ่มจากกรณีที่ชัดเจนที่สุด BlackRock เปิดตัวกองทุน BUIDL (USD Institutional Digital Liquidity Fund) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 เป็นโทเค็น ERC-20 บน Ethereum ที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของรัฐบาลสหรัฐฯ ฟังดูเหมือนโลกใหม่ที่ใครก็เข้าถึงได้ แต่ความจริงคือ BUIDL เป็นโทเค็นแบบ “มีสิทธิ์” (permissioned) โดยใช้ระบบบัญชีขาว (whitelist) ที่จัดการโดย Securitize ซึ่งเป็นนายทะเบียนหลักทรัพย์ดิจิทัลที่จดทะเบียนกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ผู้ที่จะเข้าร่วมได้ต้องเป็น “ผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติ” (Qualified Purchasers) หรือ “นักลงทุนที่ได้รับการรับรอง” (Accredited Investors) ตามกฎหมายหลักทรัพย์สหรัฐฯ เท่านั้น
นั่นหมายความว่า นักลงทุนรายย่อยชาวไทยที่มีเงินในกระเป๋า MetaMask พร้อมจะลงทุน ไม่สามารถซื้อ BUIDL ได้ ไม่ว่าจะมีเงินกี่ล้านบาทก็ตาม เพราะกำแพง KYC และสถานะทางกฎหมายขวางอยู่
Ethereum Daily ชี้ให้เห็นว่า BlackRock ไม่ได้แค่ถือ ETH ผ่าน iShares Ethereum ETF แต่ยังมีกองทุนโทเค็น BUIDL บน Ethereum, Fidelity มีทั้ง ETF และบริการ custody สำหรับคริปโต ส่วน Franklin Templeton ก็ดำเนินกองทุนโทเค็นของตัวเอง สรุปง่ายๆ คือ สถาบันทุกแห่งใช้โครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนสาธารณะ แต่ล็อกประตูเอาไว้ไม่ให้คนนอกเข้า

“Permissioning Paradox” ความขัดแย้งที่ทุกคนเลือกจะมองข้าม

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ BlackRock ลองดูทุกโปรเจกต์ RWA สำคัญในปี 2026
Ondo Finance ที่แปลงตราสารหนี้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เป็นโทเค็น OUSG ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ “มีสิทธิ์อย่างเต็มที่” โดยมีข้อกำหนดยืนยันตัวตน (KYC) และข้อจำกัดสำหรับผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติ ยิ่งไปกว่านั้น Ondo ยังประกาศเปิดตัว Ondo Chain ซึ่งเป็นบล็อกเชน Layer 1 ที่สร้างขึ้นสำหรับ RWA ระดับสถาบันโดยเฉพาะ โดยจะใช้ “ผู้ตรวจสอบแบบมีสิทธิ์” (permissioned validators) ที่ดำเนินการโดยสถาบันการเงินและผู้จัดการสินทรัพย์ที่ถูกเลือกไว้แล้วเท่านั้น
MANTRA Chain เรียกตัวเองว่า “บล็อกเชนแบบเปิดสำหรับแอปพลิเคชันแบบมีสิทธิ์” ฟังดูเหมือนจะยอมรับตรงๆ ว่าชั้นบล็อกเชนเปิดก็จริง แต่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่บนนั้นถูกล็อกด้วยระบบอนุญาตทั้งหมด ผู้ใช้ต้องผ่าน KYC ก่อนถึงจะซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ถูกควบคุมบนเชนได้
แม้แต่กรณีที่ดูเหมือนจะเป็นการผสาน DeFi เข้ากับ RWA ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นจริง เดือนกุมภาพันธ์ 2026 Uniswap Labs และ Securitize ประกาศว่าสามารถซื้อขายหุ้น BUIDL ผ่าน UniswapX ได้ แต่เป็นรูปแบบ request-for-quote สำหรับผู้เข้าร่วมที่อยู่ในบัญชีขาวเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ ใช้ป้ายชื่อ Uniswap แต่ภายในเป็นระบบปิดสนิท
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Permissioning Paradox” หรือความขัดแย้งเชิงการอนุญาต เทคโนโลยีบล็อกเชนถูกออกแบบมาให้เปิดและไร้ตัวกลาง แต่ทุกผลิตภัณฑ์ที่สร้างบนนั้นกลับต้องการตัวกลางคอยอนุมัติก่อนเข้าถึงได้ เหมือนกับสร้างทางด่วนสาธารณะแต่ติดด่านเก็บค่าผ่านทางทุก 100 เมตร
Apollo ซื้อโทเค็น Morpho กับการยึดครองโครงสร้างพื้นฐาน DeFi

เหตุการณ์ล่าสุดที่ตอกย้ำแนวโน้มนี้คือ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2026 มีรายงานว่า Apollo Global Management ลงนามในข้อตกลงระยะเวลา 48 เดือนเพื่อซื้อโทเค็น MORPHO สูงสุด 90 ล้านโทเค็น คิดเป็น 9% ของอุปทานทั้งหมด จาก Morpho Association ในขณะเดียวกัน BlackRock ก็ประกาศการผนวกรวม BUIDL เข้ากับโปรโตคอล DeFi และมีการซื้อโทเค็น UNI ของ Uniswap
สิ่งนี้ถูกมองว่าเป็นมากกว่าแค่การลงทุน แต่เป็นการ “ซื้อ” อิทธิพลในระบบธรรมาภิบาลของโปรโตคอล DeFi เพื่อให้แน่ใจว่าข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถาบันจะยังคงมีผลบังคับใช้ หากโปรโตคอลเหล่านี้ตัดสินใจเพิ่มชั้นการอนุญาตเข้าไป เปรียบเสมือนการจัดซื้อโครงสร้างพื้นฐานที่แฝงอยู่ในรูปของการซื้อโทเค็น
Miles Nadimian ให้ความเห็นว่า “$27,000 ล้านดอลลาร์ฟังดูเยอะ จนกว่าคุณจะรู้ว่ามันแค่เฟสทดสอบ การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเค็นไม่ได้เกี่ยวกับขนาดปัจจุบัน มันเกี่ยวกับการย้ายเงินระดับล้านล้านจากตลาดแบบดั้งเดิม โครงสร้างพื้นฐานกำลังถูกสร้างก่อนที่กระแสเงินจะทะลักเข้ามา”
คำถามคือ เมื่อกระแสเงินระดับล้านล้านดอลลาร์ทะลักเข้ามาจริง ใครจะเป็นคนได้ประโยชน์ ถ้าโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดถูกออกแบบให้เป็นระบบปิดตั้งแต่ต้น
กฎระเบียบโลกกำลังบังคับให้ทุกอย่างเป็นระบบปิด

ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของปัญหานี้มาจากกรอบกฎระเบียบที่บังคับให้เป็นเช่นนั้น กฎหมายคริปโตของสหภาพยุโรป MiCA (Markets in Crypto-Assets Regulation) ที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่สิ้นปี 2024 กำหนดให้หลักทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเค็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดป้องกันการฟอกเงิน (AML) และยืนยันตัวตน (KYC) เช่นเดียวกับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม รวมถึงต้องเผยแพร่เอกสารปกขาว ขออนุมัติ และมีเงินสำรองตามกฎ
ในฝั่งสหรัฐฯ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ยังคงจัดประเภทโทเค็นหลักทรัพย์ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่เดิม ทำให้ผลิตภัณฑ์ RWA ทุกตัวต้องผ่านนายทะเบียนที่จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย อย่าง Securitize ก่อนจะขายได้
แต่ประเด็นคือ กฎระเบียบไม่ได้ “บังคับ” ให้ต้องปิดกั้นนักลงทุนรายย่อยออกไปทั้งหมด กฎหมายกำหนดให้ต้องยืนยันตัวตน ใช่ แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องจำกัดเฉพาะนักลงทุนระดับสถาบันเท่านั้น การตั้งเกณฑ์ “ผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติ” เป็นทางเลือกทางธุรกิจของสถาบัน ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมายอย่างแท้จริง พวกเขาเลือกที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มที่มีเงินมากพอ เพราะต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น “ไม่คุ้ม” สำหรับกำไรที่จะได้
TheUnhashed ระบุว่า Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan ยอมรับแล้วว่า “บล็อกเชนไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่เป็นคู่แข่ง” ทั้ง Stablecoin, Smart Contract และ Tokenization โดย JPMorgan กำลังสร้างระบบบล็อกเชนของตัวเอง คำถามคือ เมื่อธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกมองบล็อกเชนเป็น “คู่แข่ง” แล้วสร้างระบบของตัวเอง มันจะเป็นระบบเปิดจริงหรือ
“สวนที่มีกำแพง” บนรางบล็อกเชน และผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ภาพรวมของ RWA Tokenization ในปี 2026 จึงเป็นแบบนี้ สถาบันการเงินใช้บล็อกเชนสาธารณะเป็นรางรถไฟสำหรับการชำระเงินและการจัดเก็บข้อมูล ระบบเซตเทิลเมนต์ทำงานได้ ระบบการดูแลรักษาสินทรัพย์ทำงานได้ แต่การเข้าถึงแบบเปิดที่ไม่ต้องขออนุญาตถูกปิดกั้นโดยเจตนา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “TradFi รับ DeFi” แต่คือ “TradFi ยึดครองโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชน พร้อมกับล็อกนักลงทุนรายย่อยออกไป”
สำหรับนักลงทุนชาวไทย ผลกระทบยิ่งรุนแรงกว่า เพราะเกณฑ์ “ผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติ” ของสหรัฐฯ แทบจะตัดนักลงทุนไทยออกทั้งหมด ไม่ว่าจะมีเงินมากเพียงใดก็ตาม เว้นแต่จะเป็นสถาบันที่จดทะเบียนถูกต้อง เมื่อรวมกับกฎระเบียบของสำนักงาน ก.ล.ต. ไทยที่จำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์คริปโตบางประเภท นักลงทุนรายย่อยชาวไทยจึงถูกกีดกันออกจากระบบนิเวศ RWA ทั้งจากฝั่งต้นทาง (กฎของสถาบัน) และฝั่งปลายทาง (กฎของหน่วยงานกำกับดูแลไทย)

แม้แต่ในวงการ RWA เอง คำว่า “Institutional Adoption” ถูกใช้เป็นวลีโปรโมทเหมือนเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน งาน Swell 2026 ของ Ripple ที่รวมกับ Apex จัดขึ้นที่นิวยอร์กในเดือนตุลาคม 2026 ก็โปรโมทหัวข้อ “RWA Revolution” และ “Institutional Adoption” ราวกับว่านี่คือชัยชนะของทุกฝ่าย แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ “สถาบันรับบล็อกเชน” ไม่ได้หมายความว่า “รายย่อยจะได้ประโยชน์” มันอาจหมายถึงตรงกันข้าม
บล็อกเชนเปิด แต่ระบบการเงินยังคงปิด

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการสร้างระบบการเงินแบบสองชั้น (two-tier financial system) บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน ชั้นบน คือ สถาบันการเงินที่เข้าถึงผลิตภัณฑ์ RWA ที่ให้ผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ และทองคำในรูปแบบโทเค็น ด้วยต้นทุนต่ำและการชำระเงินที่รวดเร็ว ชั้นล่าง คือ นักลงทุนรายย่อยที่มองเห็นโทเค็นเหล่านี้อยู่บนบล็อกเชนสาธารณะ แต่ไม่สามารถซื้อ ขาย หรือมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับมันได้
ข้อมูลจาก RWA.xyz ระบุว่า RWA ที่ถูกแปลงเป็นโทเค็นมีมูลค่ารวมกว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยเติบโต 266% ในปี 2025 ทองคำที่ถูกแปลงเป็นโทเค็นมีมูลค่าพุ่งจาก 1.6 พันล้านดอลลาร์เป็น 4.4 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 ตัวเลขเหล่านี้เป็นที่ประทับใจ แต่เบื้องหลังตัวเลขที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ เงินเกือบทั้งหมดไหลผ่านระบบที่มีการควบคุมแบบปิด
แม้แต่ BUIDL ของ BlackRock ที่ถูกยอมรับให้ใช้เป็นหลักประกันสำหรับการซื้อขายบน Binance ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 ก็ยังเป็นการใช้งานระดับสถาบัน ไม่ใช่สิ่งที่นักเทรดรายย่อยจะสัมผัสได้โดยตรง

ความเห็นผู้เขียน
ผมเขียนเรื่อง RWA Tokenization มาตั้งแต่กองทุน BUIDL ของ BlackRock เปิดตัวในปี 2024 และทุกครั้งที่เห็นข่าว “สถาบันเข้ามาในคริปโต” ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นข่าวดี แต่ยิ่งติดตามลึกลงไป ยิ่งเห็นว่าภาพที่ปรากฏกับความจริงนั้นต่างกันมาก
ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของ “ดีหรือไม่ดี” แต่เป็นเรื่องของ “ใครได้ประโยชน์” บล็อกเชนถูกสร้างมาเพื่อลบตัวกลาง แต่สถาบันการเงินกลับใช้มันเพื่อสร้างตัวกลางรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม การชำระเงินเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง โปร่งใสขึ้นสำหรับคนที่อยู่ “ในระบบ” แต่สำหรับคนที่อยู่ “นอกระบบ” ทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้คุณ “เห็น” โอกาสที่คุณเข้าไม่ถึงอยู่ตรงหน้า
เมื่อ Apollo ซื้อโทเค็นธรรมาภิบาล 9% ของ Morpho และ BlackRock เข้าซื้อ UNI นั่นไม่ใช่แค่การลงทุน มันคือการซื้ออำนาจในการกำหนดทิศทางของโปรโตคอล DeFi ในอนาคต ถ้าวันหนึ่ง Morpho หรือ Uniswap ตัดสินใจเพิ่มชั้นการอนุญาตสำหรับสินทรัพย์บางประเภท เสียงโหวตของสถาบันเหล่านี้จะมีน้ำหนักมากพอที่จะผลักดันให้มันเกิดขึ้นได้
สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังตื่นเต้นกับกระแส “สถาบันรับคริปโต” ผมอยากให้คิดทบทวนอีกครั้ง ว่าสิ่งที่เรากำลังเชียร์นั้น ท้ายที่สุดแล้วมันเปิดประตูให้เรา หรือมันกำลังปิดประตูใส่เราในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าเดิม ไม่ใช่ทุก “Institutional Adoption” จะเป็นข่าวดีสำหรับรายย่อย บางครั้งมันแค่หมายความว่าคนตัวใหญ่กำลังสร้างกำแพงที่สูงขึ้น
ภาพจาก AI
