สรุปข่าว
- สถาบันวิจัย Cato Institute ชี้ให้เห็นว่าการนำเหรียญ Bitcoin ไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างการซื้อกาแฟในสหรัฐอเมริกากำลังสร้างภาระทางภาษีที่ซับซ้อนและยุ่งยากให้กับประชาชนอย่างมหาศาล
- สาเหตุหลักมาจากการที่ระบบภาษีไม่ได้มองว่า Bitcoin เป็นเงินสด แต่ถือว่าทุกการใช้จ่ายคือการขายสินทรัพย์ ซึ่งผู้ใช้งานต้องคำนวณต้นทุนและกำไรของเหรียญแต่ละเศษเสี้ยวอย่างละเอียดจนอาจทำให้มีเอกสารยื่นภาษีหนาเป็นร้อยหน้า
- นักวิจัยได้เสนอแนวทางแก้ไขเพื่อปลดล็อกปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์สำหรับ Bitcoin โดยสิ้นเชิง หรือการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการจัดเก็บภาษีให้สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตจริง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การที่ระบบภาษียังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยพื้นฐานหรือสภาพคล่องของตลาดในระยะสั้น เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำหรับกักเก็บมูลค่ามากกว่าการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
การนำ Bitcoin ไปซื้อกาแฟสักแก้วในสหรัฐอเมริกาอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดายในปัจจุบัน แต่สิ่งที่แถมมาด้วยฟรีๆ คืออาการปวดหัวเรื่องการจัดการภาษีขั้นรุนแรง
สถาบัน Cato Institute ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยที่สนับสนุนตลาดเสรีและสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ชี้ให้เห็นว่าภาระการกรอกเอกสารที่ยุ่งยากนี้เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สกัดกั้นไม่ให้ผู้คนนำคริปโตเคอร์เรนซีมาใช้จ่ายในโลกความเป็นจริง โดย Nicholas Anthony นักวิจัยจากสถาบันระบุว่า แม้การใช้ Bitcoin ในฐานะเงินตราจะง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก แต่ระบบภาษีกลับสร้างภาระอันหนักอึ้งให้กับพลเมืองที่เคารพกฎหมาย การทำกิจกรรมพื้นฐานอย่างการซื้อกาแฟด้วย Bitcoin ทุกวันอาจทำให้คุณต้องมานั่งทำเอกสารยื่นภาษีที่หนากว่า 100 หน้าเลยทีเดียว
สาเหตุของความวุ่นวายนี้มาจากกฎหมายภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ไม่ได้ปฏิบัติต่อ Bitcoin เหมือนเป็นเงินสด ณ จุดชำระเงิน แต่กลับมองว่าทุกธุรกรรมคือ “การขายสินทรัพย์” ซึ่งจะทริกเกอร์ให้เกิดการคำนวณภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gains Tax) ในทันที ความยุ่งยากคือผู้ใช้ต้องมานั่งสืบประวัติว่าเหรียญเศษเสี้ยวที่จ่ายไปนั้นได้มาเมื่อไหร่ ด้วยต้นทุนเท่าใด และมีมูลค่าเท่าไหร่ ณ วินาทีที่ทำการรูดซื้อของ เพื่อหาผลต่างมาคำนวณเป็นกำไรหรือขาดทุนที่ต้องเสียภาษี
เรื่องจะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกหากเหรียญในกระเป๋าของคุณถูกทยอยซื้อสะสมมาหลายรอบด้วยต้นทุนที่แตกต่างกัน การดึงข้อมูลมาบันทึกและรายงานทุกครั้งที่เกิดการใช้จ่ายจึงแทบจะเป็นฝันร้าย แถมยังมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับหรือถูกตรวจสอบย้อนหลังหากคำนวณตัวเลขผิดพลาดอีกด้วย
Anthony มองว่าระบบที่เป็นอยู่นี้มีช่องโหว่และสภาคองเกรสควรเข้ามาแก้ไขเป็นการด่วน โดยเขาได้เสนอทางออกไว้หลายแนวทาง เริ่มตั้งแต่การใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอย่างการยกเลิกภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์สำหรับ Bitcoin ไปเลย ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลเลิกแทรกแซงและปล่อยให้การแข่งขันในตลาดเสรีเป็นตัวตัดสินว่าสิ่งใดคือระบบเงินตราที่ดีที่สุด
ทางเลือกที่สองคือการยกเว้นภาษีเฉพาะในกรณีที่นำเหรียญไปใช้เป็นช่องทางการชำระเงิน แต่ข้อเสียคือมันจะสร้างความยุ่งยากเพิ่มเติมในการที่ประชาชนต้องมาหาหลักฐานพิสูจน์ว่าเหรียญเหล่านั้นถูกนำไปซื้อสินค้าและบริการจริงๆ
ส่วนทางเลือกที่สามคือการตั้งเกณฑ์ยกเว้นภาษีขั้นต่ำ (De Minimis Tax) ซึ่งจะเก็บภาษีก็ต่อเมื่อธุรกรรมมีมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น โดยเขาได้ยกตัวอย่างร่างกฎหมาย Virtual Currency Tax Fairness Act ที่เสนอยกเว้นภาษีหากกำไรไม่เกิน 200 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามเขามองว่าเพดานราคานี้ยังต่ำเกินไป และควรปรับให้สูงขึ้นไปอยู่ระดับ 80,000 ดอลลาร์เพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนในชีวิตจริงและครอบคลุมการใช้จ่ายทั่วไปได้อย่างแท้จริง
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวผมมองว่ากฎหมายภาษีคริปโตของสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังคงล้าหลังและไม่สอดรับกับพฤติกรรมการใช้งานจริงเลยครับ ตราบใดที่ทุกการใช้จ่ายยังถูกมองว่าเป็นการขายสินทรัพย์ที่ต้องเสียภาษี (Taxable Event) การผลักดันให้เกิด Mass Adoption ในแง่ของการนำคริปโตมาเป็นสื่อกลางชำระเงินในชีวิตประจำวันก็จะยังคงเป็นเรื่องที่เกิดได้ยาก นี่คือโจทย์ใหญ่ระดับชาติที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องเรียนรู้และหาจุดสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐกับการไม่ขัดขวางนวัตกรรมทางการเงินให้เจอครับ
