bitkub-banner

Bitcoin อาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เหตุ Funding Rate ติดลบหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2023

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ Glassnode เปิดเผยว่าอัตรา Funding Rate ของ Bitcoin โดยเฉลี่ยในรอบเจ็ดวันได้ร่วงลงไปติดลบถึงระดับ 0.005 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 ท่ามกลางการพุ่งทะยานของราคาที่พยายามทะลุแนวต้านเจ็ดหมื่นห้าพันดอลลาร์
  • การที่อัตราดังกล่าวติดลบอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สส่วนใหญ่กำลังเปิดสถานะ Short หรือเก็งกำไรในฝั่งขาลงกันอย่างหนักหน่วงจนต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับผู้ที่ถือสถานะ Long ซึ่งในอดีตเหตุการณ์ลักษณะนี้มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการทำจุดต่ำสุดของตลาดเสมอ
  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าการที่ราคาเหรียญยังคงไต่ระดับสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่องสวนทางกับมุมมองเชิงลบของตลาดอาจเป็นสัญญาณของการเตรียมเกิด Short Squeeze ซึ่งแรงเทขายที่ถูกบังคับให้ต้องปิดสถานะเหล่านี้จะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยผลักดันให้ราคาพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าเดิม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

การที่อัตราการจ่ายค่าธรรมเนียมในตลาดฟิวเจอร์สติดลบอย่างหนักสะท้อนให้เห็นว่ามีผู้เล่นฝั่งขาลงจำนวนมากที่กำลังเสียเปรียบและเสี่ยงต่อการถูกล้างพอร์ต ซึ่งหากราคาหน้ากระดานสามารถยืนหยัดและปรับตัวสูงขึ้นต่อไปได้ การถูกบังคับซื้อคืนเพื่อปิดสถานะจะสร้างแรงซื้อฉุกเฉินมหาศาลที่ช่วยผลักดันให้ราคาทะยานขึ้นอย่างรุนแรง

อัตรา Funding Rate ของ Bitcoin ได้ร่วงลงแตะระดับติดลบที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งสัญญาณดังกล่าวในอดีตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับจุดต่ำสุดของตลาด โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่เหรียญคริปโตพี่ใหญ่กำลังพยายามผลักดันราคาให้ทะลุระดับเจ็ดหมื่นห้าพันดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ Glassnode ระบุว่าอัตรา Funding Rate เฉลี่ยเคลื่อนที่ในรอบเจ็ดวันได้ร่วงลงไปอยู่ที่ประมาณติดลบ 0.005 เปอร์เซ็นต์ โดยปกตินั้นอัตราดังกล่าวคือค่าธรรมเนียมที่ผู้เล่นฝั่ง Long และ Short ในตลาดฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุจะต้องจ่ายให้แก่กันเพื่อรักษาสมดุลของราคาให้สอดคล้องกับตลาดสปอต เมื่อใดที่ค่านี้เป็นบวกฝั่ง Long จะต้องจ่ายให้ฝั่ง Short ซึ่งสะท้อนถึงตลาดที่เป็นขาขึ้น แต่เมื่อค่านี้พลิกกลับมาติดลบ ฝั่ง Short จะต้องเป็นคนจ่ายเงินให้ฝั่ง Long ซึ่งบ่งบอกว่าตลาดกำลังเทน้ำหนักไปที่การเก็งกำไรขาลงมากกว่า

แม้ว่าในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาตลาดจะต้องเผชิญกับสภาวะที่อัตราดังกล่าวติดลบอย่างยืดเยื้อ แต่ราคาของ Bitcoin ก็ยังคงเดินหน้าไต่ระดับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสามารถปีนขึ้นจากระดับหกหมื่นดอลลาร์ต้นๆ มายืนตระหง่านอยู่บริเวณเจ็ดหมื่นห้าพันดอลลาร์ได้สำเร็จ

เมื่อย้อนดูสถิติในอดีตจะพบว่าสภาวะที่อัตรา Funding Rate ติดลบอย่างหนักมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการทำจุดต่ำสุดเฉพาะกาลของราคา Bitcoin เสมอ พลวัตนี้มักจะสะท้อนถึงการกระจุกตัวของการเปิดสถานะ Short ซึ่งจะกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขชั้นดีให้เกิดการบีบให้ฝั่งขาลงต้องซื้อคืนหรือ Short Squeeze เมื่อราคาดีดกลับ

รูปแบบเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในหลายวัฏจักรตลาด ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดพังทลายจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งราคาดิ่งลงไปเหลือเพียงสามพันดอลลาร์พร้อมกับอัตรา Funding Rate ที่ติดลบอย่างรุนแรง หรือในช่วงกลางปี 2021 ที่จีนประกาศแบนเหมืองขุดจนราคาร่วงลงมาแตะสามหมื่นดอลลาร์ รวมไปถึงวิกฤตการล่มสลายของกระดานเทรด FTX ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่กดให้ราคาทำจุดต่ำสุดบริเวณหนึ่งหมื่นห้าพันดอลลาร์

แนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปในปี 2023 เมื่ออัตราดังกล่าวพลิกกลับมาติดลบในช่วงวิกฤตของธนาคาร Silicon Valley Bank ซึ่งประจวบเหมาะกับตอนที่ราคาร่วงหลุดสองหมื่นดอลลาร์ไปชั่วครู่ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้ และในเหตุการณ์ล่าสุดอย่างการคลายสถานะ Yen Carry Trade ในเดือนสิงหาคม 2024 รวมไปถึงแรงเทขายในวันประกาศอิสรภาพเมื่อเดือนเมษายน 2025 ก็ล้วนแต่มีอัตรา Funding Rate ที่ติดลบสอดคล้องกับการทำจุดต่ำสุดของตลาดทั้งสิ้น

การที่อัตราดังกล่าวยังคงติดลบอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่ามุมมองเชิงลบของนักลงทุนยังคงอยู่ในระดับสูงแม้ว่าทิศทางของราคาจะปรับตัวดีขึ้นแล้วก็ตาม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าตลาดกำลังปีนข้ามกำแพงแห่งความกังวล โดยมีสถานะ Short ของบรรดานักเทรดเหล่านั้นรอทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นยอดที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ราคาพุ่งทะยานต่อไปได้

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวผมมองว่าการที่นักเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์สยังคงดื้อดึงที่จะเปิดสถานะ Short สวนทางกับราคาที่พยายามยกตัวสูงขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับฝั่งขาขึ้นครับ เพราะตามกลไกตลาดแล้ว ยิ่งมีคนพร้อมใจกันแทงลงมากเท่าไหร่ เวลาที่ราคาเกิดกระชากขึ้นไปชนจุดตัดขาดทุน มันจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่บังคับให้คนเหล่านี้ต้องแย่งกันซื้อคืนเพื่อปิดสถานะ ซึ่งแรงซื้อฉุกเฉินระดับนี้จะเป็นพลังงานชั้นดีในการดันราคาให้พุ่งทะลุแนวต้านสำคัญได้อย่างรุนแรงครับ