bitkub-banner

ผู้ก่อตั้ง Cardano ฟาด BIP-361 ปกป้อง Bitcoin ซาโตชิจากควอนตัมไม่ได้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง Cardano ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอ BIP-361 ว่าแท้จริงแล้วคือการทำ “Hard Fork” ที่แฝงตัวมา ซึ่งขัดแย้งกับหลักการของเครือข่าย
  • เหรียญ Bitcoin กว่า 1.7 ล้าน BTC ซึ่งรวมถึงเหรียญราว 1 ล้าน BTC ของผู้สร้างอย่าง Satoshi Nakamoto เสี่ยงถูกแช่แข็งถาวร เนื่องจากไม่สามารถรองรับระบบการกู้คืนตามข้อเสนอนี้ได้
  • แม้นักพัฒนา Bitcoin จะระบุว่า ข้อเสนอนี้เป็นเพียงแผนการฉุกเฉิน แต่ Hoskinson ชี้ว่าประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญของ Bitcoin ที่ขาด On-chain Governance เพื่อรับมือยามเกิดวิกฤต

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง Cardano ออกโรงฟาดข้อเสนอ BIP-361 ของนักพัฒนา Bitcoin ซึ่งเป็นการอัปเกรดเครือข่ายเพื่อป้องกันควอนตัมคอมพิวเตอร์ ว่าแท้จริงแล้วคือ “Hard Fork” ไม่ใช่ “Soft Fork” ตามที่อ้าง ความน่ากลัวคือหากแผนนี้ถูกนำมาใช้ จะทำให้เหรียญยุคบุกเบิกกว่า 1.7 ล้าน BTC ถูกแช่แข็งอย่างถาวร ซึ่งรวมถึงสมบัติ 1 ล้าน BTC ของ Satoshi เพราะเหรียญยุคเก่าไม่มีระบบ Seed phrase ให้ใช้ปลดล็อกเหรียญที่ถูกแช่แข็ง 

Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง Cardano ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อข้อเสนอ BIP-361 จากฝั่งนักพัฒนา Bitcoin ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเครือข่ายจากการโจมตีของเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์

ประเด็นหลักที่ทำให้เกิดการถกเถียงกันคือ Hoskinson มองว่า ข้อเสนอนี้ถูกระบุประเภทอย่างไม่ถูกต้อง โดยระบุว่า เป็นเพียง “Soft Fork” ทั้งที่กลไกการทำงานของมันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงจนเทียบเท่ากับ “Hard Fork” ซึ่งหากนำมาใช้จริง อาจนำไปสู่การสูญเสียการเข้าถึงเหรียญยุคบุกเบิกจำนวนมหาศาล รวมถึงเหรียญของ Satoshi Nakamoto ด้วย

จุดประสงค์ของ BIP-361 คือ การยกเลิกที่อยู่กระเป๋าหรือ Address ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกแฮกด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์ โดยกลุ่มนักพัฒนาได้นำเสนอแนวทางนี้ในรูปแบบของ Soft Fork ซึ่งเป็นการอัปเกรดให้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันเก่ายังสามารถทำงานร่วมกันได้

Hoskinson โต้แย้งว่า ในทางปฏิบัติ ข้อเสนอนี้จะทำให้รูปแบบลายเซ็นดิจิทัลหรือ Signature Schemes เดิมที่ผู้ใช้งานพึ่งพาอยู่กลายเป็นโมฆะทันที ซึ่งกลไกเช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยการทำ Hard Fork 

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เนื่องจากชุมชน Bitcoin มีวัฒนธรรมที่ต่อต้านการทำ Hard Fork อย่างชัดเจน เพื่อรักษาจุดยืนเรื่องกฎเกณฑ์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ของเครือข่าย

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เนื่องจากชุมชน Bitcoin มีวัฒนธรรมที่ต่อต้านการทำ Hard Fork อย่างชัดเจน เพื่อรักษาจุดยืนเรื่องกฎเกณฑ์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ของเครือข่าย

สมบัติ Satoshi เสี่ยงถูกแช่แข็งไปตลอดกาล

ตามร่างของข้อเสนอ BIP-361 ผู้ใช้งานที่กระเป๋าถูกแช่แข็งเพื่อป้องกันความเสี่ยงควอนตัม จะสามารถกู้คืนสินทรัพย์ของตนเองได้ผ่านการสร้างกลไกพิสูจน์ตัวตนแบบ Zero-Knowledge Proof ร่วมกับการใช้ Seed Phrase ซึ่งเป็นรหัสชุดคำศัพท์ตามมาตรฐาน BIP-39

แต่ปัญหาใหญ่ที่ซ่อนอยู่คือ เหรียญยุคก่อนปี 2013 จำนวนกว่า 1.7 ล้าน BTC ซึ่งรวมของ Satoshi จำนวน 1 ล้าน BTC ถูกสร้างขึ้นก่อนที่จะมีการคิดค้นมาตรฐาน Seed Phrase ขึ้นบนโลก นั่นหมายความว่า เจ้าของเหรียญยุคบุกเบิกเหล่านี้จะไม่มีชุดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับยืนยันตัวตนเพื่อปลดล็อกสินทรัพย์ของตนเอง 

ดังนั้น หากข้อเสนอนี้ถูกบังคับใช้ขึ้นมา เหรียญเหล่านี้จะถูกแช่แข็งและไม่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนในระบบได้อีกตลอดกาล

นักพัฒนาแจงข้อเสนอ BIP-361 เป็นเพียงแผนการฉุกเฉินเท่านั้น

Jameson Lopp หนึ่งในแกนนำของนักพัฒนา Bitcoin ผู้เขียนข้อเสนอ BIP-361 ได้ออกมาชี้แจงว่า ข้อเสนอนี้เป็นเพียงแผนการฉุกเฉินที่ไม่อยากให้เกิดการใช้งานจริง ทว่าหากถึงคราวจำเป็น การยอมแช่แข็งเหรียญของผู้สร้างไปตลอดกาล ก็ยังดีกว่าการปล่อยให้แฮกเกอร์ข้ามาขโมยเหรียญไปทุบจนตลาดพังพินาศ

ประเด็นนี้ยังไม่จบลงเท่านั้น คำแก้ตัวของนักพัฒนาโดน Hoskinson สวนกลับ โดยเขาระบุว่า การที่ Bitcoin ขาดระบบการกำกับดูแลบนเครือข่ายทำให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจในประเด็นสำคัญเชิงโครงสร้าง ระบบกลับไม่มีกระบวนการที่เป็นรูปธรรมในการหาข้อสรุป และต้องมานั่งถกเถียงกันผ่านอีเมล หรือใช้กระแสสังคมกดดันกันเอาเองเพื่อหาทางรอด

ที่มา:coindesk