สรุปบทความ
- SpiderPool เปิดตัว NAT โทเคนที่ผลิตพร้อมบล็อก BTC ทุก 10 นาที ผลิตราว 386 ล้าน NAT ต่อบล็อก มูลค่ารวมราว 38 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้นักขุด
- Q1 2026 บริษัทนักขุดจดทะเบียนเทขาย BTC รวมกว่า 32,000 เหรียญ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และนักขุด 20% ดำเนินกิจการขาดทุน Hashrate ร่วง 23.78% ในวันเดียว
- Security Budget ของ Bitcoin หดตัวทุก 4 ปี จาก Halving และจะหมดลงในปี 2140 ปัญหาว่าค่าธรรมเนียมธุรกรรมจะทดแทนได้หรือไม่ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
ข่าวนี้เป็นลบต่อ Bitcoin ในระยะยาวเพราะสะท้อนว่าอุตสาหกรรมขุดกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างรายได้ นักขุดเทขาย BTC ระดับประวัติการณ์และ Hashrate ร่วงหนัก การที่ mining pool ใหญ่ต้องสร้างโทเคนใหม่มาช่วยอุดหนุน แสดงถึงความเปราะบางของโมเดลความปลอดภัย Bitcoin ในอนาคต
ทุก 4 ปี ชุมชน Bitcoin จะเฉลิมฉลอง Halving ราวกับเป็นเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ รางวัลนักขุดถูกหั่นครึ่ง อุปทานใหม่ลดลง และเหล่า Maxi ก็ออกมาตะโกนว่า “ยิ่งหายากยิ่งพุ่ง” แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึง นักขุดที่รักษาความปลอดภัยให้เครือข่ายทั้งระบบกำลังจะไม่เหลือเงินจ่ายค่าไฟ
วันที่ 17 เมษายน 2026 SpiderPool ซึ่งเป็น mining pool อันดับ 5 ของโลก ได้เปิดตัวระบบแจกจ่ายโทเคนใหม่ชื่อ DMT-NAT (หรือ NAT) ควบคู่ไปกับการขุด Bitcoin ในทุก ๆ บล็อก โดยนักวิเคราะห์ในวงการต่างเรียกมันด้วยชื่อที่น่าสนใจว่า “second subsidy” หรือ “เงินอุดหนุนก้อนที่สอง” สำหรับนักขุด คำถามคือ ถ้า Halving เป็นเรื่องดีจริง ทำไมนักขุดถึงต้องการเงินอุดหนุนเพิ่ม?

เลขที่ไม่มีใครอยากพูด งบความปลอดภัยของ Bitcoin กำลังสูญหาย

เริ่มจากพื้นฐานก่อน Bitcoin ออกแบบให้รางวัลบล็อก (block subsidy) ลดลงครึ่งหนึ่งทุก 210,000 บล็อก หรือประมาณทุก 4 ปี จากจุดเริ่มต้นที่ 50 BTC ต่อบล็อกในปี 2009 วันนี้เหลือเพียง 3.125 BTC ต่อบล็อกหลัง Halving ครั้งที่ 4 ในเดือนเมษายน 2024 และในปี 2028 จะลดลงเหลือ 1.5625 BTC และจะลดต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงปี 2140 เมื่อ BTC ครบ 21 ล้านดอลลาร์ นักขุดจะไม่ได้รับ subsidy เลยแม้แต่สาโตชิเดียว
นี่คือสิ่งที่วงการเรียกว่า “Security Budget” หรืองบประมาณรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย มันคือเงินที่จ่ายให้นักขุดเพื่อแลกกับการใช้ไฟฟ้ามหาศาลในการป้องกันเครือข่ายจากการโจมตี 51% ยิ่งงบก้อนนี้ใหญ่ การโจมตียิ่งแพง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ในทางเศรษฐศาสตร์ แต่เมื่องบก้อนนี้กำลังหดตัวทุก 4 ปี คำถามที่ต้องถามคือ ค่าธรรมเนียมธุรกรรม (transaction fees) จะเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ทันหรือเปล่า?
คำตอบวันนี้คือ ไม่ทัน และข้อมูลจากต้นปี 2026 ก็พิสูจน์ให้เห็นอย่างโหดร้าย
นักขุดกำลังเลือดไหล Q1 2026 เทขาย BTC มากสุดเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลที่น่าตกใจที่สุดในไตรมาสแรกของปี 2026 คือ บริษัทนักขุด Bitcoin ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้เทขาย BTC ออกไปกว่า 32,000 เหรียญ สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และนักขุดมากถึง 20% กำลังดำเนินกิจการแบบขาดทุน เพราะ hashprice (รายได้ต่อหน่วย hashrate) ตกต่ำกว่าจุดคุ้มทุน
ลองเทียบตัวเลขให้เห็นภาพ ในปี 2021 hashprice เคยสูงถึง 300-400 ดอลลาร์ แต่ในปี 2025-2026 เหลือเพียงหลักสิบดอลลาร์เท่านั้น ขณะที่ค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนหลักพุ่งจาก 10,000 ดอลลาร์ในปี 2023 เป็น 35,000 ดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 คิดเป็นราว 40% ของรายได้ และรวมต้นทุนทั้งหมดก็เกิน 90% ของรายได้ไปแล้ว กำไรที่เคยสูงกว่า 90% ในยุคตลาดขาขึ้นปี 2021 เหลือเพียงราว 60% และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ที่น่ากังวลกว่านั้น ในวันที่ 17 เมษายน 2026 hashrate ของเครือข่าย Bitcoin ลดลงถึง 23.78% ในวันเดียวเทียบกับวันก่อนหน้า ตัวเลขแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ มันคือสัญญาณว่านักขุดกำลังปิดเครื่องเพราะขุดต่อไปก็ไม่คุ้ม และเมื่อ hashrate ลดลง ความปลอดภัยของเครือข่ายก็ลดลงตาม นี่คือวงจรที่หลายคนเรียกว่า “Halving Death Spiral” วงจรแห่งความตายที่เริ่มขึ้นทีละนิดทุกครั้งที่มี Halving
NAT บน SpiderPool คำสารภาพเงียบ ๆ ของอุตสาหกรรมขุด

นี่คือบริบทที่ทำให้การเปิดตัว NAT บน SpiderPool ในวันที่ 17 เมษายน 2026 น่าสนใจกว่าที่คิด NAT หรือ DMT-NAT ถูกอธิบายว่าเป็นเหรียญพื้นฐานของเครือข่าย Bitcoin ที่สร้างขึ้นตามทฤษฎี “digital material theory” โดยผลิตออกมาทุก ๆ 10 นาทีพร้อมกับบล็อก Bitcoin ใช้พลังคอมพิวเตอร์เดียวกัน บล็อกเดียวกัน และที่อยู่เดียวกันกับ BTC เรียกได้ว่าเป็น “เหรียญคู่แฝด” ของ Bitcoin โดยแต่ละบล็อกจะผลิต NAT ออกมาประมาณ 386 ล้านดอลลาร์ รวมมูลค่าตลาดประมาณ 38 ล้านดอลลาร์
ฟังดูเหมือนโปรเจกต์ใหม่ทั่ว ๆ ไป แต่ที่สำคัญคือตัวนักวิเคราะห์เองที่มองเห็นความจริง Earl.money นักวิเคราะห์รายหนึ่งโพสต์ว่า “งบความปลอดภัยของ Bitcoin คือบทสนทนาที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุดในวงการคริปโตตอนนี้ NAT จัดการปัญหาจากฝั่ง mining pool ส่วน CoreDAO จัดการจากฝั่งผู้ถือ BTC ที่สเตกเพื่อรับผลตอบแทน ทั้งสองสิ่งนี้จำเป็นถ้าเราอยากเห็นนักขุดได้เงินในปี 2040”
อ่านดี ๆ อีกครั้ง “ถ้าเราอยากเห็นนักขุดได้เงินในปี 2040” คำพูดนี้สะท้อนความจริงที่นักขุดรู้อยู่แก่ใจมานานแล้ว ลำพัง Bitcoin subsidy อย่างเดียวจะไม่พอเลี้ยงเครือข่ายในระยะยาว จำเป็นต้องมี “เงินอุดหนุนก้อนที่สอง” ไม่ว่าจะมาจาก altcoin ที่ผลิตควบคู่กันแบบ NAT หรือจาก yield ของ CoreDAO ที่เปิดให้ผู้ถือ BTC สเตกเพื่อรับ CORE token
SpiderPool ไม่ได้ “เป็นคนแรก” ที่ยอมรับปัญหานี้ เพราะนักพัฒนา Bitcoin ถกเถียงเรื่อง fee market มาเป็นสิบปีแล้ว แต่สิ่งที่ SpiderPool ทำคือการ “สร้างทางออกเชิงพาณิชย์” อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในระดับ mining pool ใหญ่ระดับโลก ซึ่งต่างจากการถกเถียงในฟอรัมของเหล่า Bitcoiner อย่างสิ้นเชิง
ทฤษฎี Fee Market จะไปไม่ถึงฝันหรือเปล่า?

ฝั่ง Maxi มักจะตอบคำถามเรื่อง security budget ด้วยสูตรเดิม ๆ ว่า “ไม่ต้องห่วง ราคา Bitcoin จะขึ้น และค่าธรรมเนียมจะมาแทนที่ subsidy เอง” ฟังดูสวยงาม แต่ในทางปฏิบัติมันต้องเกิดอย่างน้อย 2 อย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือราคา Bitcoin ต้องขึ้นต่อเนื่องอย่างก้าวกระโดดจนถึงปี 2140 และอย่างที่สองคือต้องมีความต้องการใช้พื้นที่ในบล็อก (block space) สูงพอที่จะสร้าง fee war ที่ทำให้ค่าธรรมเนียมสูงตลอดเวลา
ปัญหาคือ Bitcoin Layer 1 ถูกออกแบบให้จำกัดธุรกรรมประมาณ 7 tx/s เท่านั้น และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นมา เช่น Lightning Network ก็ยิ่งดึงธุรกรรมออกจาก on-chain มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ค่าธรรมเนียมบนเชนหลักลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้น และนี่คือความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุดของ Bitcoin ยิ่งระบบนิเวศทำงานได้ดีในการโอนย้ายมูลค่าอย่างรวดเร็วและถูก fee market ก็ยิ่งแห้งเหือด และความปลอดภัยของเครือข่ายก็ยิ่งอ่อนแอลง
รายงานของบริษัทขุดยักษ์ใหญ่เองก็สะท้อนความจริงนี้ Marathon Digital Holdings (MARA) รายงานรายได้ปี 2025 อยู่ที่ 907 ล้านดอลลาร์ ส่วน Riot Platforms (RIOT) ทำได้ 647.4 ล้านดอลลาร์ ทั้งคู่กำไรบางลงทุกไตรมาส และ Riot ยังรายงาน EPS ติดลบในการประชุมเดือนเมษายน 2026 เมื่อบริษัทที่ทุนหนาที่สุดในอุตสาหกรรมยังเริ่มขาดทุน นักขุดรายย่อยจะเหลืออะไร?
ทางออกหลายทาง หรือทางตันหลายทาง?

ปัจจุบันมีความพยายามหลายแนวทางในการเติมเต็ม security budget แต่ละแนวทางมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน
- Companion coin แบบ NAT เพิ่มรายได้นักขุดโดยตรงผ่านโทเคนที่ผลิตพร้อมบล็อก BTC แต่ถูกวิจารณ์ว่าเบี่ยงเบนหลักการ “hard money” ของ Bitcoin
- BTC Staking ของ CoreDAO เปิดให้ผู้ถือ BTC ล็อกเหรียญผ่าน CheckLockTimeVerify เพื่อรับ CORE token โดยไม่ต้องโอน BTC ออก เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025
- Ordinals และ Inscriptions สร้างความต้องการใช้ block space เพิ่มค่าธรรมเนียมระยะสั้น แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะยั่งยืน
- การเปลี่ยนโค้ด Bitcoin เอง เช่นการเพิ่ม tail emission (ผลิตเหรียญต่อเนื่องเล็กน้อย) ซึ่งเกือบเป็นไปไม่ได้ทางการเมืองในชุมชน Bitcoin
ทุกทางออกมีราคาต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นความบริสุทธิ์ทางปรัชญา ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หรือการแตกแยกในชุมชน และนี่คือเหตุผลที่เรื่อง security budget ถูกเก็บไว้ใต้พรมมานาน มันไม่มีคำตอบที่สวยงาม
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่า Halving ไม่ใช่ “เทศกาลแห่งความหายากที่แน่นอนจะทำให้ราคาพุ่ง” อย่างที่หลายคนพยายามขายให้เราเชื่อ มันคือกลไกที่บีบให้อุตสาหกรรมขุด ซึ่งเป็นเสาหลักเดียวที่ค้ำยันความปลอดภัยของ Bitcoin ทั้งระบบ ต้องหาทางเอาตัวรอดไปเรื่อย ๆ ทุก 4 ปี และทุกครั้งที่พวกเขาเอาตัวไม่รอด ความปลอดภัยของเครือข่ายก็ถูกสั่นคลอนตาม
สิ่งที่ทำให้ผมกังวลไม่ใช่เรื่องที่ปัญหา security budget จะปะทุในปี 2140 แบบที่คนชอบพูดกัน แต่คือการที่นักขุดกำลังขาดทุนตั้งแต่วันนี้ Q1 2026 ที่บริษัทจดทะเบียนเทขาย BTC รวมกัน 32,000 เหรียญ และ hashrate ร่วงเกือบ 24% ในวันเดียว มันคือสัญญาณว่าระบบกำลังสะเทือนแล้ว ไม่ใช่ปัญหาของลูกหลานรุ่นถัดไป
การเปิดตัว NAT บน SpiderPool ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวในตัวมันเอง แต่มันคือการยอมรับอย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปีว่าอุตสาหกรรมขุดไม่เชื่อว่า Bitcoin เพียงอย่างเดียวจะเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว และเมื่อ mining pool ใหญ่ระดับโลกเริ่มหาทางออกเอง โดยไม่รอนักพัฒนา Bitcoin Core หาทางแก้ให้ นั่นคือสัญญาณว่าการถกเถียงในเชิงทฤษฎีได้จบลงแล้ว ทุกคนกำลังเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด
สำหรับคนที่ถือ Bitcoin ระยะยาว ผมไม่ได้บอกว่าให้ขาย แต่ผมอยากให้เลิกมองว่า Halving เป็นเรื่อง bullish อัตโนมัติแบบไม่มีเงื่อนไข การ “บีบอุปทาน” อาจดันราคาขึ้นได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวถ้านักขุดรายใหญ่ยังขาดทุนต่อเนื่อง ความเสี่ยงจากการรวมศูนย์ pool การปิดเครื่องจำนวนมาก หรือแม้แต่การโจมตี 51% จะกลายเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์
Halving เป็นเรื่อง bullish หรือ bearish ไม่ใช่คำถามง่าย ๆ อีกต่อไปแล้ว และคนที่ยังตอบคำถามนี้ด้วยมีมและอีโมจิจรวด อาจจะเป็นคนที่ยังไม่ได้เปิดดูงบการเงินของ MARA หรือ RIOT ในปีที่ผ่านมาเลยสักครั้ง
ภาพจาก AI
