สรุปข่าว
- ไทยพร้อมผงาดฮับคริปโตโลกมีจุดแข็งด้านฐานผู้ใช้งานคริปโตกว่า 5 ล้านคน มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน และมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อต่อการลงทุน
- ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจากรายย่อยสู่นักลงทุนสถาบัน อย่างเต็มตัว โดยมีเทคโนโลยี RWA และ AI Agent เป็นเทรนด์หลักที่จะเข้ามาขับเคลื่อน
- การร่วมจัดงาน SEABW 2026 มีเป้าหมายเพื่อยกระดับไทยจากเพียงสถานที่จัดงาน สู่การเป็นผู้เล่นหลักที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับสากล
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
คุณอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Bitkub ได้แสดงวิสัยทัศน์ในงานแถลงข่าว SEABW 2026 โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางบล็อกเชนระดับโลก ด้วยฐานผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน กฎหมายที่ชัดเจน และมาตรการภาษีที่เป็นมิตร การจัดงานในครั้งนี้จึงมุ่งยกระดับไทยให้เป็นผู้เล่นหลักที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้จริง นอกจากนี้เขายังประเมินว่าปี 2026 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของนักลงทุนสถาบัน โดยมีเทคโนโลยี RWA และ AI Agent เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจดั้งเดิมต้องปรับตัวสู่ Web3
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการเงินดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น สยามบล็อกเชนมีโอกาสได้รับเกียรติร่วมสัมภาษณ์พิเศษกับ คุณเค-อรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Bitkub ในงานแถลงข่าวความพร้อมจัดมหกรรม Southeast Asia Blockchain Week 2026 (SEABW 2026)
โดยการสนทนาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพูดถึงภาพรวมของงานอีเวนต์ระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนภาพวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจของ Bitkub ว่า เหตุใดประเทศไทยถึงมีแต้มต่อสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซีระดับโลกอย่างเต็มตัว
1. ความพร้อมของอุตสาหกรรมคริปโตในประเทศไทย
ในมุมมองของคุณอรรถกฤต ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่น่าสนใจในระดับสากล โดยมีฐานผู้ใช้งานคริปโตสูงถึง 5 ล้านคน ประกอบกับการมีกฎหมายรองรับที่เอื้อต่อนักลงทุนมาต่อเนื่องเกือบ 10 ปี รวมถึงนโยบายการยกเว้นภาษีการเทรดคริปโตที่ 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นส่วนผสมที่หาได้ยากในระดับโลก
นอกจากนี้ไทยยังมีอัตราการเข้าถึงคริปโตวอลเล็ตที่สูงติดอันดับต้นๆ ของโลก สะท้อนถึงนิสัยของคนไทยที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว
2. การเพิ่มศักยภาพดึงดูดนักลงทุน
สำหรับการจัดงาน SEABW 2026 ในครั้งนี้ คุณอรรถกฤตมองว่า เป็นก้าวสำคัญที่มากกว่าแค่การเป็นเจ้าภาพจัดงาน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมักถูกใช้เป็นเพียงสถานที่จัดงานระดับโลก แต่คนไทยยังไม่มีส่วนร่วมในเวทีหลักมากนัก
ดังนั้นการที่ Bitkub ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพของไทย ให้กลายเป็นผู้เล่นหลักที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทระดับโลก รวมถึงเป็นช่องทางให้ธุรกิจในไทยสามารถเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจกับเครือข่ายระดับภูมิภาคและสากลได้อย่างแท้จริง
3. ทิศทางตลาดและการปรับตัวสู่ระดับองค์กร
ในส่วนของทิศทางตลาด คุณอรรถกฤตเชื่อว่าปี 2026 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนผ่านจากนักลงทุนรายย่อยไปสู่นักลงทุนสถาบัน (B2B) อย่างเต็มตัว โดยประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว เช่น การมีสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Thai Stablecoin รองรับ
นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ทั่วโลกหันมามองคริปโตในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์บทใหม่ว่า Bitcoin จะก้าวไปสู่สถานะทองคำดิจิทัลหรือเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ได้อย่างมั่นคงเพียงใด
4. เทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต
หากมองถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต คุณอรรถกฤตได้เน้นย้ำถึงกระแส AI Agent และ RWA (Real World Asset Tokenization) โดยเฉพาะ Stablecoin ที่กำลังครองตลาดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือเป็น RWA ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน
ในอนาคตสินทรัพย์ดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นหุ้น หุ้นกู้ หรือพันธบัตรรัฐบาล จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทำให้ธุรกิจทั่วไปมีความจำเป็นต้องขยับจาก Web2 สู่ Web3 เพื่อโต้ตอบกับสินทรัพย์เหล่านี้ ส่งผลให้คริปโตเคอร์เรนซีกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นสำหรับทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ธุรกิจการเงินเท่านั้น
5. มุมมองต่อทฤษฎีวัฏจักร 4 ปี
สุดท้ายในประเด็นวัฏจักรตลาด 4 ปี คุณอรรถกฤตมองว่า แม้วัฏจักรคริปโตจะยังคงดำเนินอยู่ แต่ในอนาคตกรอบเวลานี้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้หากความเชื่อและความคาดหวังของนักลงทุนทั่วโลกมีไปในทิศทางเดียวกัน จนกระทบต่อธรรมชาติของตลาด ภายใต้สมมุติฐานนี้วัฏจักร 4 ปี ก็อาจจะถูกทำลายลงได้หรือถูกปรับเปลี่ยนมีกรอบเวลามากกว่า 4 ปี
อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนเป็นรอบเสมอ แม้กรอบเวลาอาจเปลี่ยนไป แต่วัฏจักรการขึ้นลงจะยังคงอยู่ เนื่องจากถูกขับเคลื่อนตามสภาพเศรษฐกิจและนโยบายของธนาคารกลาง เช่น การจัดการสภาพคล่องหรือการปรับอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นไม่ว่ากรอบเวลาจะเปลี่ยนไปเพียงใด วัฏจักรการขึ้นลงของตลาดจะยังคงอยู่และเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามอง
