สรุปข่าว
- Paul Sztorc นักพัฒนารุ่นเก๋าได้เสนอแยกเชน Bitcoin เป็น “eCash” ในเดือนสิงหาคม 2026 โดยใช้เทคโนโลยี Drivechains (BIP300) เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้งาน
- ใครถือ BTC อยู่ จะได้รับเหรียญ eCash ในสัดส่วน 1:1 ทันทีที่เกิดการฟอร์กที่บล็อก 964,000
- แผนการนี้ถูกวิจารณ์หนักเพราะมีการ “ยึดและจัดสรรใหม่” เหรียญ eCash ในส่วนที่ควรจะเป็นของ Satoshi Nakamoto กว่า 1.1 ล้านเหรียญ เพื่อนำไปใช้ระดมทุนและจ้างนักพัฒนา
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Paul Sztorc นักพัฒนาซอฟต์แวร์เสนอให้ทำ Hard Fork แยกเชน Bitcoin เพื่อสร้างเครือข่ายใหม่ชื่อ “eCash” ในเดือนสิงหาคม 2026 โดยผู้ถือ BTC จะได้รับเหรียญใหม่ฟรีในสัดส่วน 1:1 พร้อมชูจุดขายเรื่องการอัปเกรดระบบเครือข่ายคู่ขนานหรือ Drivechains แต่แผนนี้กลับโดนชุมชนคริปโตวิจารณ์ยับ เนื่องจากเขาเตรียมริบเหรียญกว่า 1.1 ล้านเหรียญของ Satoshi ที่ทิ้งร้างไว้มาแปลงเป็นทุนให้กับทีมงาน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านี่คือ “การขโมย” และยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานสุดอันตรายที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น
ล่าสุดเกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักในชุมชนคริปโต หลัง Paul Sztorc นักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นเก๋า ประกาศแผนเสนอให้ทำการ Hard Fork หรือแยกเครือข่าย Bitcoin เพื่อสร้างบล็อกเชนใหม่ในชื่อ “eCash” ในเดือนสิงหาคมปี 2026
โดยเขามีแผนนำเหรียญที่ถูกปล่อยทิ้งร้างของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin มาจัดสรรใหม่เพื่อเป็นทุนพัฒนาโครงการ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับการขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น
แผนการทำ Hard Fork ดังกล่าว ได้กำหนดจุดแยกเครือข่ายไว้ที่บล็อกหมายเลข 964,000 โดยผู้ที่ถือครอง Bitcoin (BTC) จะได้รับโทเคน eCash ในสัดส่วน 1:1
เครือข่ายใหม่นี้จะคัดลอกประวัติการทำธุรกรรมเดิมของ Bitcoin ทั้งหมด แต่จะเพิ่มระบบที่เรียกว่า “Drivechains” หรือเครือข่ายคู่ขนาน ซึ่ง Sztorc พยายามผลักดันมาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้ระบบสามารถรองรับฟีเจอร์ใหม่ ๆ และขยายขีดความสามารถในการทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องแก้ไขโครงสร้างของเชนหลัก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จุดชนวนความขัดแย้งคือ การนำเหรียญกว่า 1.1 ล้าน BTC ในกระเป๋าเงินของ Satoshi ซึ่งจะถูกแปลงสภาพเป็น eCash บนเชนใหม่มาจัดสรรให้กับนักลงทุนและทีมงานล่วงหน้า Sztorc ให้เหตุผลว่า กลไกนี้จำเป็นต่อการสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาและป้องกันไม่ให้โปรเจกต์ถูกทิ้งร้าง
ท่าทีดังกล่าวส่งผลให้อุตสาหกรรมคริปโตออกมาตอบโต้ทันที Peter McCormackผู้สนับสนุนบิตคอยน์ชื่อดังระบุว่า การยึดเหรียญของซาโตชิถือเป็นการขโมยและขาดความให้เกียรติต่อตัวผู้สร้าง
ขณะที่ Josh Ellithorpe ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีจาก Pixelated Ink เตือนว่า แผนนี้กำลังสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย เพราะหากเครือข่ายสามารถยึดทรัพย์สินของผู้สร้างได้ ในอนาคตทรัพย์สินของนักลงทุนรายย่อยคนใดก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกยึดได้เช่นกัน
มุมมองผู้เขียน: แม้เทคโนโลยี Drivechains จะน่าสนใจและมีประโยชน์จริงในแง่ของ Scalability แต่การเลือกวิธียึดเหรียญ Satoshi มาเป็นทุนทำโปรเจกต์นั้นถือเป็นจุดตายที่ทำลายความน่าเชื่อถือตั้งแต่วันแรก
