สรุปข่าว
- ศุลกากรเกาหลีใต้เข้าจับกุมชายวัยสี่สิบปีข้อหาลักลอบใช้เหรียญ USDT เพื่อชำระค่าส่งออกรถยนต์มือสองไปยังประเทศอุซเบกิสถานโดยไม่ผ่านระบบธนาคารแบบดั้งเดิม
- ผู้ต้องหาได้จัดการเงินทุนผิดกฎหมายมูลค่ารวมกว่าเจ็ดสิบแปดล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2024 ถึง 2025 และได้รับค่าคอมมิชชันจากการกระทำความผิดไปประมาณเก้าหมื่นสี่พันดอลลาร์
- การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีละเมิดกฎหมายการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศและตอกย้ำให้เห็นถึงความพยายามของหน่วยงานกำกับดูแลในการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินข้ามพรมแดน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นคดีอาชญากรรมทางการเงินเฉพาะบุคคลที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลไกตลาดในภาพรวมหรือความต้องการใช้งานเหรียญ Stablecoin ในระดับโลกแต่อย่างใด
ศุลกากรเกาหลีใต้ประจำเมืองปูซานได้ตั้งข้อหาชายวัย 40 ปีโดยไม่มีการควบคุมตัวในข้อหาแอบใช้เหรียญ USDT เพื่อชำระเงินค่าส่งออกรถยนต์มือสองอย่างผิดกฎหมาย คดีนี้ถูกรายงานโดยสำนักข่าว Kookmin Ilbo ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีละเมิดกฎหมายการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ Crypto ครั้งใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ โดยผู้ต้องหาต้องเผชิญกับข้อหาภายใต้กฎหมายการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศจากการสมรู้ร่วมคิดกับผู้นำเข้ารถยนต์มือสองในประเทศอุซเบกิสถาน
| วันที่ | เหตุการณ์ |
| กันยายน 2024 | เริ่มต้นขบวนการ มีการใช้ USDT ชำระค่าส่งออกรถยนต์ |
| ปลายปี 2025 | ขบวนการสิ้นสุดลงหลังจากจัดการเงินไปกว่า 108,000 ล้านวอน |
| ต้นปี 2026 | ศุลกากรปูซานตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัย; การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป |
จากการสืบสวนพบว่าตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2024 จนถึงปลายปี 2025 ผู้ต้องหาได้ดูแลกระแสเงินทุนผิดกฎหมายมูลค่ารวมกว่า 108,000 ล้านวอน หรือประมาณ 78 ล้านดอลลาร์ โดยเขาได้รับค่าคอมมิชชันจากการเป็นนายหน้าในครั้งนี้ไปราวๆ 130 ล้านวอน หรือประมาณ 94,000 ดอลลาร์ ขบวนการนี้เลือกใช้เหรียญ USDT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ผูกมูลค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมผ่านช่องทางธนาคารปกติ ทำให้พวกเขาสามารถโยกย้ายเงินก้อนโตได้โดยที่หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ตรวจไม่พบ
เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ต้องหารายนี้ทำงานร่วมกับผู้นำเข้ารถยนต์มือสองในอุซเบกิสถาน ซึ่งทางผู้นำเข้าจำเป็นต้องจ่ายเงินค่ารถยนต์ที่ส่งออกจากเกาหลีใต้ แต่แทนที่จะใช้วิธีการโอนเงินระหว่างประเทศแบบถูกกฎหมาย พวกเขากลับเลือกใช้เหรียญ USDT แทน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศอย่างชัดเจน เนื่องจากกฎหมายบังคับให้การชำระเงินข้ามพรมแดนทั้งหมดต้องดำเนินการผ่านธนาคารที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ Stablecoin ในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนแบบผิดกฎหมายที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีกฎหมายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เข้มงวดมาก โดยกำหนดให้การชำระเงินที่เกินเพดานที่กำหนดต้องผ่านธนาคารที่ได้รับอนุญาต แต่คริปโทเคอร์เรนซีกลับกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้คนร้ายสามารถหลบเลี่ยงการควบคุมเหล่านี้ได้ การสืบสวนของศุลกากรปูซานจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าหน่วยงานกำกับดูแลกำลังจับตาดูธุรกรรม Crypto ที่เชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้น ในปี 2024 ทางการเกาหลีใต้ก็เคยสืบสวนคดีที่คล้ายกันหลายคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับ USDT และการจัดหาเงินทุนเพื่อการค้า โดยท่าเรือปูซานซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือที่พลุกพล่านที่สุดในโลกถือเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการส่งออกรถยนต์มือสอง จึงตกเป็นเป้าหมายหลักของขบวนการเหล่านี้ คดีนี้ยังตอกย้ำถึงความท้าทายในการแกะรอยธุรกรรม Stablecoin ซึ่งสามารถทำได้อย่างแนบเนียนบนเครือข่ายบล็อกเชน
อุตสาหกรรมส่งออกรถยนต์มือสองในเกาหลีใต้ถือเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ในแต่ละปีมีการส่งออกรถยนต์มือสองหลายแสนคันไปยังประเทศต่างๆ เช่น อุซเบกิสถาน รัสเซีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง การนำ USDT มาใช้ชำระเงินแบบนี้ไม่เพียงแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของการค้า แต่ยังสร้างความเสี่ยงให้กับผู้ส่งออกที่ทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายด้วย
คนในวงการมองว่าขบวนการเหล่านี้เข้ามาตัดราคาและแย่งงานธุรกิจที่ซื่อสัตย์ แถมยังทำให้ผู้ส่งออกต้องเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะถ้าหากตรวจพบว่าธุรกรรมไหนละเมิดกฎหมายการเงิน ทั้งสองฝ่ายก็อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษที่หนักหน่วง คดีนี้อาจนำไปสู่การตรวจสอบวิธีการชำระเงินในธุรกิจค้ารถยนต์มือสองที่เข้มงวดมากขึ้น และเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการเฝ้าระวังธุรกรรมคริปโตที่เชื่อมโยงกับการส่งออกด้วย
ผู้ต้องหารายนี้ต้องเผชิญกับข้อหาภายใต้กฎหมายการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ซึ่งครอบคลุมการเคลื่อนย้ายทุนข้ามพรมแดนทั้งหมด การฝ่าฝืนอาจมีโทษทั้งจำคุกและปรับเงิน การที่ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาโดยไม่มีการควบคุมตัวแสดงให้เห็นว่าทางการไม่ได้มองว่าเขาเป็นบุคคลที่เสี่ยงต่อการหลบหนี อย่างไรก็ตาม การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปและอาจมีการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามมา
ที่มา: kmib
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงดาบสองคมของเทคโนโลยีบล็อกเชนได้อย่างชัดเจนครับ การที่เหรียญ Stablecoin โอนง่าย จ่ายคล่อง และค่าธรรมเนียมถูก ทำให้มันกลายเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพเลือกใช้เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐ การที่ทางการเกาหลีใต้เริ่มเอาจริงเอาจังกับการแกะรอยธุรกรรมข้ามพรมแดนแบบนี้ จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการกำกับดูแลอุตสาหกรรม Crypto ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สำหรับคนที่ใช้งาน Crypto เพื่อการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ควรศึกษาข้อกฎหมายของแต่ละประเทศให้ถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการทำผิดกฎหมายการเงินข้ามพรมแดนโดยไม่รู้ตัวครับ
