สรุปข่าว
- ราคาน้ำมัน Brent ขึ้นแตะ $119.48 ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565
- ยูเออีประกาศถอนตัวจาก OPEC วันเดียวกัน ซ้ำเติมความกังวลด้านอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวอยู่แล้วจากวิกฤตอิหร่าน
- สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ชี้วิกฤตครั้งนี้คือ “ภัยคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” หลังซัปพลายน้ำมันโลกหายไปกว่า 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
น้ำมันแพงขึ้นเท่ากับต้นทุนการผลิตและเงินเฟ้อพุ่ง กดดันให้ธนาคารกลางต้องรักษาดอกเบี้ยไว้สูงนานขึ้น บรรยากาศแบบนี้ทำให้นักลงทุนระมัดระวังและมักลดความเสี่ยงในพอร์ต ซึ่งกระทบสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในทางอ้อม แม้ราคา Bitcoin วันนี้ยังทรงตัวอยู่ที่บริเวณ $75,900
ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นแตะ $119.48 ต่อบาร์เรลในวันที่ 29 เม.ย. 2569 ตามเวลาไทย (BST) โดยปรับตัวขึ้นกว่า $8.35 หรือราว 7.51% ในวันเดียว นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ปัจจัยที่กระตุ้นราคาขึ้นอีกครั้งในวันนี้คือการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) อย่างเป็นทางการ ซ้ำเติมความกังวลด้านอุปทานที่ตึงตัวอยู่แล้วจากความขัดแย้งกับอิหร่าน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาเตือนว่านี่คือ “ภัยคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

วิกฤตอิหร่านทำซัปพลายน้ำมันโลกหายไป 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ต้นตอของวิกฤตนี้ย้อนไปตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผล ช่องแคบนี้ปกติรองรับการขนส่งน้ำมันโลกราว 20% ของปริมาณทั้งหมด การปิดกั้นดังกล่าวทำให้ซัปพลายน้ำมันโลกหายไปถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามข้อมูลจาก IEA ณ วันที่ 23 เม.ย. 2569 ก่อนหน้านี้ ช่องแคบฮอร์มุซเคยปิดตัวเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ซึ่งทำให้ราคา Brent พุ่งทะลุ $120 ต่อบาร์เรล ขณะที่ธนาคารโลกคาดการณ์เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 ว่าราคาพลังงานโดยรวมในปี 2569 อาจพุ่งขึ้นถึง 24% ซึ่งเป็นการกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565
เพื่อรับมือกับวิกฤต IEA ซึ่งมีสมาชิก 32 ประเทศ ได้ตกลงปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด แต่ราคาก็ยังคงสูงอยู่ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านยกเลิกการปิดกั้นทางทะเล ขณะที่การเจรจายังดำเนินอยู่
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน นักลงทุนระมัดระวังความเสี่ยง
ผลกระทบของน้ำมันแพงสะท้อนให้เห็นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันที่ 29 เม.ย. 2569 โดย S&P 500 ปรับลงเล็กน้อย 0.1% ส่วน Dow Jones ร่วงลง 0.6% นักวิเคราะห์มองว่าน้ำมันแพงเท่ากับแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดคาดหวัง บรรยากาศความเสี่ยงทั่วโลกที่ตึงเครียดขึ้นนี้ยังกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทในทางอ้อม แม้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นบางครั้งอาจเป็นบวกต่อสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันเงินเฟ้ออย่าง Bitcoin ก็ตาม
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $103 หลังทรัมป์เตรียมปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพุ่งขึ้นต่อเนื่องที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์น้ำมันครั้งนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่หลายคนคิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นชั่วคราว แต่เป็นการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกที่อาจยาวนาน การที่ยูเออีถอนตัวจาก OPEC ในช่วงเวลาแบบนี้ยิ่งทำให้ภาพรวมซับซ้อนขึ้น เพราะกำลังการผลิตของยูเออีค่อนข้างสูง และอาจเลือกขายน้ำมันนอกกรอบโควตาได้อิสระมากขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หากมีสัญญาณการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจร่วงลงได้เร็วพอสมควร แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและดอกเบี้ยทั่วโลกจะยิ่งน่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับนักลงทุนคริปโตควรติดตามทิศทางของ Fed อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดต่อตลาดในช่วงนี้
ที่มา: @KobeissiLetter
ภาพจาก AI
