bitkub-banner

ประธาน CFTC ยืนยัน สหรัฐฯ ยุติการบังคับใช้กฎหมายแทนการออกกฎเกณฑ์คริปโตแล้ว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Michael Selig ประธาน CFTC ยืนยันว่าสหรัฐฯ ได้ยุติการใช้การบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกำหนดนโยบายคริปโตแล้ว และจะเดินหน้าสร้างกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนร่วมกับรัฐบาลทรัมป์
  • Selig เคยยืนยันในชั้นสภาและหลังรับตำแหน่งว่าแนวทางใหม่จะเน้นออกกฎเกณฑ์ที่เข้าใจได้ชัดเจน แทนการฟ้องร้องบริษัทคริปโตเพื่อสร้างบรรทัดฐาน
  • ทิศทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ของทรัมป์ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางดิจิทัลแอสเซตของโลก โดยมีทั้ง CFTC และ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ขับเคลื่อนร่วมกัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การยืนยันชัดเจนจากผู้กำกับดูแลระดับสูงว่าสหรัฐฯ จะหยุดใช้การฟ้องร้องเป็นเครื่องมือกำกับดูแล เป็นสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโต เพราะลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่กดดันอุตสาหกรรมมาหลายปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นแถลงการณ์เชิงนโยบายที่ยังรอกฎหมายรองรับ ผลกระทบต่อราคาในทันทีจึงอาจจำกัด

ตามรายงานจาก Cointelegraph Michael Selig ประธานคณะกรรมาธิการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์สหรัฐฯ (CFTC) ได้ยืนยันว่าสหรัฐฯ ได้ยุติแนวทางที่เรียกว่า “การกำกับดูแลโดยการบังคับใช้” (regulation by enforcement) ในอุตสาหกรรมคริปโตแล้ว และจะเดินหน้าสร้างกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนควบคู่ไปกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยไม่มีการชะลอตัว ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนทิศทางนโยบายที่ Selig ได้ย้ำมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยในการพิจารณาของวุฒิสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เขาได้กล่าวไว้ว่า “เราต้องการกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและเรียบง่าย เราต้องการการคุ้มครองผู้บริโภค และเราต้องหยุดการกำกับดูแลโดยการบังคับใช้”

ภาพบุคคลของ Rostin Behnam ประธานคณะกรรมาธิการการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ของสหรัฐอเมริกา
ภาพบุคคลของ Rostin Behnam ประธานคณะกรรมาธิการการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ของสหรัฐอเมริกา (ภาพจาก: @Cointelegraph)

การกำกับดูแลโดยการบังคับใช้คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา

แนวทาง “regulation by enforcement” หมายถึงการที่หน่วยงานกำกับดูแลใช้การฟ้องร้องและการลงโทษเป็นหลัก เพื่อสร้างบรรทัดฐานและกำหนดขอบเขตของกฎหมายแทนการออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนล่วงหน้า วิธีการนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากอุตสาหกรรมคริปโตมาหลายปี เพราะทำให้บริษัทต่างๆ ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดกฎหมายหรือไม่จนกว่าจะถูกฟ้อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากย้ายธุรกิจออกนอกสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายที่ไม่อาจคาดเดาได้

ในเดือนมกราคม 2569 หนึ่งเดือนหลังรับตำแหน่ง Selig ได้ประกาศโครงการ “Future-Proof” สั่งให้เจ้าหน้าที่ CFTC ทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างผู้เล่นรายใหม่และรายเก่า และในเดือนเมษายน 2569 เขายืนยันอีกครั้งว่า “ยุคแห่งการกำกับดูแลโดยการบังคับใช้สิ้นสุดลงแล้ว” โดยระบุว่าจะมุ่งเน้นการปราบปรามการฉ้อโกงและการบิดเบือนตลาดแทน

นโยบายคริปโตของทรัมป์ภาพรวม

การเปลี่ยนแปลงจากฝั่ง CFTC เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่ครอบคลุมกว่านั้น โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารสนับสนุนดิจิทัลแอสเซตในเดือนมกราคม 2568 และต่อมาได้จัดตั้งคลังสำรอง Bitcoin ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม 2568 ขณะที่ฝั่ง ก.ล.ต. สหรัฐฯ ภายใต้ประธาน Paul Atkins ก็ดำเนินนโยบายในทิศทางเดียวกัน โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ จับมือ CFTC ออกกรอบร่วม ชี้คริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ และก่อนหน้านั้น Siam Blockchain ยังรายงานเรื่อง CFTC ตั้งทีมนวัตกรรมครบ เดินหน้าเป็นผู้กำกับดูแลหลักตลาดคริปโตสหรัฐฯ อีกด้วย

ภาพรวมทั้งหมดนี้ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากการกำกับดูแลแบบเผชิญหน้ามาเป็นการสร้างกรอบกฎหมายที่ให้ความชัดเจนและส่งเสริมนวัตกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมคริปโตเรียกร้องมาตลอดหลายปี


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการประกาศทิศทางนโยบายแบบนี้เป็นสัญญาณที่ดี แต่สิ่งที่ต้องจับตาจริงๆ คือกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น CLARITY Act หรือกฎหมาย Stablecoin ที่กำลังถูกพิจารณาในรัฐสภา เพราะการพูดว่า “ยุติแล้ว” กับการมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บังคับใช้ได้จริงยังเป็นคนละเรื่องกัน อุตสาหกรรมคริปโตเคยผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยคำพูดสวยงามแต่ขาดการปฏิบัติจริงมาแล้ว ดังนั้นควรติดตามพัฒนาการทางกฎหมายอย่างใกล้ชิดมากกว่าตื่นเต้นกับแถลงการณ์เพียงอย่างเดียว

ที่มา: @Cointelegraph

ภาพจาก AI