bitkub-banner

‘พอล ตนุภัทร’ เด็กไทยใน Oxford ผู้ใช้ตรรกะยุค AI แก้โจทย์คณิตที่โลกค้างคามากว่า 20 ปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • พอล ตนุภัทร นักศึกษาชาวไทยจากมหาวิทยาลัย Oxford มีบทบาทสำคัญในการผลักดันโจทย์คณิตศาสตร์ระดับโลกอย่าง Lonely Runner Conjecture หรือ “สมมติฐานนักวิ่งผู้โดดเดี่ยว”
  • โดยการต่อยอดมาจากแนวคิดของ Terence Tao และ Matthieu Rosenfeld ที่นำ “คอมพิวเตอร์” เข้ามาช่วยแก้โจทย์
  • พอลสามารถขยายผลการพิสูจน์ไปถึงนักวิ่ง 9–10 คน และต่อยอดไปถึง 13 คน จนถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวงการคณิตศาสตร์

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

“พอล ตนุภัทร” นักเรียนชั้นปีที่ 2 จาก Oxford สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการคณิตศาสตร์โลก ด้วยการไขโจทย์คณิตศาสตร์ Lonely Runner Conjecture ที่ไร้ความคืบหน้ามานานเกือบ 20 ปีได้สำเร็จ โดยต่อยอดจากแนวคิดของ Terence Tao ที่ลดโจทย์อนันต์ให้คำนวณได้ และ Matthieu Rosenfeld ที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยพิสูจน์ถึงนักวิ่งจำนวน 8 คน ก่อนที่พอลจะพัฒนาเทคนิค จนพิสูจน์ได้ถึง 9–10 คน และขยายไปถึง 13 คน ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวงการ 

“พอล ตนุภัทร” เด็กไทยชั้นปี 2 จากรั้วมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กำลังสร้างชื่อเสียงดังกระฉ่อนวงการคณิตศาสตร์ระดับโลก หลังจากที่เขาได้เข้าไปมีส่วนสำคัญในการแก้โจทย์คลาสสิกอย่าง Lonely Runner Conjecture ปริศนาที่ท้าทายนักวิจัยมานานกว่า 60 ปี และไร้ความคืบหน้ามาเกือบสองทศวรรษ 

Lonely Runner Conjecture คืออะไร?

โจทย์ Lonely Runner Conjecture ถูกเสนอครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960 โดย Jörg M. Wills โดยมีรากฐานมาจากปัญหาในสาขา Diophantine approximation หรือ​ “การประมาณค่าจำนวนด้วยเศษส่วน” ก่อนจะถูกตีความใหม่ในปี 1998 ให้อยู่ในรูปแบบของ “นักวิ่งบนลู่วิ่ง” ซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นในเชิงภาพ 

แนวคิดหลักของโจทย์คือ การตั้งคำถามว่า บนลู่วงกลมเดียวกัน ที่มีนักวิ่งหลายคนซึ่งวิ่งด้วยความเร็วต่างกันนั้น จะมีช่วงเวลาใดหรือไม่ที่นักวิ่งแต่ละคนอยู่ห่างจากคนอื่นทั้งหมดในระยะที่มากพอ จนถือว่าอยู่ในสถานะ “โดดเดี่ยว”

ฟังเผินๆ โจทย์นี้เหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เอาเข้าจริงกลับต้องงัดคณิตศาสตร์ขั้นสูงหลายแขนงมาแก้ปัญหา ทั้งทฤษฎีจำนวน (Number Theory), เรขาคณิต (Geometry) ไปจนถึงทฤษฎีกราฟ (Graph Theory) ซึ่งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา วงการคณิตศาสตร์ทำได้แค่พิสูจน์โจทย์นี้ในกลุ่มนักวิ่งจำนวนน้อยๆ เท่านั้น เริ่มจาก 4 คนในช่วงยุค 70s แล้วค่อยๆ ขยับมาได้สูงสุดที่ 7 คนในปี 2007 ก่อนที่ความก้าวหน้าจะหยุดชะงักไปแบบดื้อ ๆ 

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญได้มาถึงในปี 2015 เมื่อ Terence Tao ยอดนักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย นำเสนอไอเดียที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าสมมติฐานนี้ใช้ได้กับกลุ่มความเร็วในขอบเขตที่ “จำกัด” มันก็จะครอบคลุมไปถึงทุกระดับความเร็วด้วย พูดง่ายๆ คือ เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปตรวจสอบความเป็นไปได้แบบอนันต์อีกแล้ว แค่ลดสเกลปัญหาลงมาเช็กเฉพาะค่าความเร็วที่เป็นจำนวนเต็มตามเกณฑ์ที่กำหนดก็พอ 

ด้วยรอยเท้าที่ทิ้งไว้นี้เอง ทำให้ในปี 2025 Matthieu Rosenfeld นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส สามารถนำไอเดียนี้ไปสานต่อยอด โดยใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยประมวลผลตัวเลขมหาศาล จนสามารถขยับสถิติใหม่ สร้างความคืบหน้าด้วยการพิสูจน์กรณีนักวิ่ง 8 คนได้สำเร็จ 

รู้จัก พอล ธนภัทร กับก้าวกระโดดครั้งสำคัญ 

กำแพงที่เคยขวางวงการคณิตศาสตร์ถูกทำลายลงอีกครั้ง ที่ St John’s College แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เมื่อ “พอล ตนุภัทร” ภายใต้การดูแลของ ดร. Noah Kravitz ตัดสินใจฉีกกรอบเดิมๆ แทนที่จะเดินตามวิธีคิดแบบเก่า เขาได้คิดค้นเทคนิคใหม่ที่ช่วยให้กระบวนการคำนวณทำงานได้ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

เคล็ดลับความสำเร็จของพอล คือการออกแบบระบบ “คัดกรอง” อัจฉริยะที่ช่วยตัดคำตอบที่เป็นไปไม่ได้ทิ้งไปตั้งแต่ต้นทาง วิธีนี้ช่วยลดทอนสเกลความซับซ้อนของปัญหาลงได้อย่างมหาศาล จนนำไปสู่การปลดล็อกบทพิสูจน์สำหรับนักวิ่ง 9 และ 10 คนได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว 

แต่พอลไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาได้จับมือกับทีมวิจัยเพื่อขยายขอบเขตความสำเร็จนี้ออกไปอีก จนสามารถทะลวงขีดจำกัดไปถึงกรณีนักวิ่ง 11, 12 และ 13 คนได้สำเร็จ การค้นพบที่ทุบสถิติโลกครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในสื่อวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง Quanta Magazine และสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งวงการคณิตศาสตร์ 

ถอดแนวคิดใหม่ในยุค AI

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในผลงานของพอล ไม่ใช่แค่การแก้โจทย์คณิตศาสตร์ระดับโลกได้สำเร็จ แต่มันคือ กระบวนการคิดของเขา แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะไม่ได้ใช้ AI โดยตรงในการไขปริศนา ทว่าแนวทางที่เขาใช้กลับสะท้อนแก่นแท้ของปัญญาประดิษฐ์ออกมาได้อย่างชัดเจน 

หัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จคือเทคนิคที่เรียกว่า “Sieve Method” หรือการคัดกรองข้อมูลอย่างชาญฉลาด แทนที่จะใช้วิธีสุ่มหาคำตอบจากทุกความเป็นไปได้ให้เหนื่อยเปล่า พอลเลือกที่จะตัดตัวเลือกที่ “ไม่ใช่” ทิ้งไปตั้งแต่ต้นทาง 

แนวคิดนี้ดันไปคล้ายคลึงกับหลักการ “Constraint Propagation” (การจำกัดเงื่อนไขเพื่อบีบกรอบคำตอบ) ที่ใช้ในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ เขาไม่ยอมเสียเวลาเดินเข้าซอยตัน แต่เลือกโฟกัสเฉพาะเส้นทางที่มีโอกาสทะลุถึงเป้าหมายเท่านั้น ทำให้การคำนวณเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด 

ปัจจุบัน ผลงานของพอลกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ Lonely Runner Conjecture ได้รับการพิสูจน์ในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนักคณิตศาสตร์ทั่วโลกต่างยอมรับว่านี่คือ “การก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่” เพราะความยากของโจทย์นี้จะทวีคูณขึ้นแบบมหาศาลทุกครั้งที่มีการเพิ่มจำนวนนักวิ่งเพียงแค่คนเดียว 


มุมองผู้เขียน: เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปริศนาที่ดูเหมือนจะอยู่ไกลเกินเอื้อมมานานกว่า 60 ปี อาจถูกไขได้ หากเรามีวิธีคิดที่เฉียบคมและมองปัญหาในมุมที่แตกต่างออกไป

ที่มา:quantamagazine