bitkub-banner

Kelp DAO ย้าย rsETH เกือบ $1 พันล้านจาก LayerZero สู่ Chainlink CCIP

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Kelp DAO ประกาศย้าย rsETH ออกจากโครงสร้างพื้นฐาน LayerZero มาใช้ Chainlink CCIP หลังถูกแฮกไป $292 ล้านเมื่อ 18 เม.ย. 2569
  • การโจมตีของกลุ่ม Lazarus จากเกาหลีเหนือเจาะโหนด RPC ในระบบ single-validator ดูดออก 116,500 rsETH จนตลาดสินเชื่ออย่าง Aave และ SparkLend ต้องหยุดชะงัก
  • หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของ Chainlink ชี้ว่าโปรโตคอลชั้นนำกำลังหันหลังให้โครงสร้างพื้นฐานที่โยนความรับผิดชอบให้ผู้ใช้

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การย้ายสินทรัพย์มูลค่าใกล้ $1 พันล้านมาสู่ Chainlink CCIP ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของ LINK เพราะสะท้อนให้เห็นว่าโปรโตคอลขนาดใหญ่ยังคงเลือก Chainlink เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ในทางกลับกัน ZRO โทเคนของ LayerZero อาจได้รับแรงกดดันจากภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่สั่นคลอน

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk Kelp DAO โปรโตคอล liquid restaking ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะย้าย rsETH โทเคน liquid restaking ของตนออกจากโครงสร้างพื้นฐาน LayerZero มาใช้ Chainlink Cross-Chain Interoperability Protocol (CCIP) แทน การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึงสามสัปดาห์หลังเหตุการณ์แฮกเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2569 ซึ่งกลุ่มแฮกเกอร์เจาะโหนด RPC ในระบบ single-validator ของสะพาน LayerZero ที่ Kelp DAO ใช้งาน ดูด rsETH ออกไปถึง 116,500 หน่วย มูลค่าประมาณ $292 ล้าน Johann Eid หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของ Chainlink ให้สัมภาษณ์กับ CoinDesk ว่า “โปรโตคอลชั้นนำของอุตสาหกรรมกำลังตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน cross-chain และออราเคิลที่โยนความรับผิดชอบให้ผู้ใช้และโทษผู้ใช้เมื่อระบบล้มเหลวได้อีกต่อไปแล้ว”

จุดเริ่มต้นของวิกฤต rsETH

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2569 ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับกลุ่ม Lazarus ของเกาหลีเหนือ ผู้โจมตีใช้วิธีเจาะโหนด RPC ที่ใช้ในการตรวจสอบธุรกรรมแบบ single-validator ทำให้สามารถปล่อย rsETH ออกจากระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ตลาดสินเชื่อขนาดใหญ่อย่าง Aave และ SparkLend ต้องหยุดชะงักชั่วคราว แม้ว่า Kelp DAO จะสามารถตรวจจับและบล็อกธุรกรรมปลอมเพิ่มเติมอีกสองรายการมูลค่ารวมกว่า $100 ล้านได้ทัน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วก็หนักพอที่จะเป็นแรงผลักดันให้ทีมงานตัดสินใจเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 Kelp DAO เผยแพร่บันทึกฉบับละเอียดประกาศแผนการย้ายออกจากมาตรฐาน OFT ของ LayerZero มาใช้ CCIP และมาตรฐาน Cross-Chain Token (CCT) ของ Chainlink สำหรับ rsETH ซึ่งถือเป็นการตัดสัมพันธ์กับโครงสร้างพื้นฐาน LayerZero ที่ Kelp DAO ใช้มาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2567

Chainlink CCIP คือทางเลือกที่โปรโตคอลใหญ่ไว้วางใจ

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับ Solv Protocol ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรโตคอลที่ CoinDesk อ้างถึงในฐานะส่วนหนึ่งของการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์รวมใกล้ $1 พันล้านมาสู่ Chainlink อย่างไรก็ตาม ควรทราบว่า Solv Protocol นั้นได้รวมระบบ Chainlink CCIP ไว้ในโครงสร้างของตนตั้งแต่เดือน ก.ย. 2567 แล้ว ขณะที่ Kelp DAO เพิ่งตัดสินใจย้ายมาเป็นผลจากเหตุแฮกโดยตรง ทั้งนี้ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา Chainlink ได้สร้างความร่วมมือกับโปรโตคอลหลายแห่ง รวมถึงการที่ Symbiotic และ Solv ร่วมกันเปิดตัวระบบ restaking แบบ cross-chain ผ่าน CCIP ในเดือน ต.ค. 2568

นอกจากนี้ Siam Blockchain ยังได้รายงานก่อนหน้านี้ว่า Aave ได้เดินหน้าล้างพอร์ตของผู้โจมตี rsETH บนทั้งเครือข่าย Ethereum และ Arbitrum เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นตัวหลังเหตุแฮก และสำหรับผู้ที่สนใจเหตุการณ์แฮกของ Solv Protocol โดยตรง Siam Blockchain ได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้เช่นกันใน กรณีแฮก Solv Protocol มูลค่า $2.7 ล้าน

สัญญาณการเปลี่ยนขั้วโครงสร้างพื้นฐาน cross-chain

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่ชัดขึ้นในวงการ DeFi กล่าวคือ โปรโตคอลขนาดใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐาน cross-chain มากกว่าในอดีต ซึ่ง CoinDesk ระบุว่านี่คือ “flight to quality” หรือการหนีไปหาคุณภาพ ระบบ single-validator ที่ LayerZero ใช้ในกรณีของ Kelp DAO ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนที่แฮกเกอร์สามารถเจาะได้หากยึดโหนดเพียงจุดเดียว ในขณะที่ระบบที่มีหลายจุดตรวจสอบอย่าง CCIP ของ Chainlink มีความซับซ้อนในการโจมตีมากกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่มีระบบใดที่ไร้ความเสี่ยงโดยสมบูรณ์ และผู้ใช้ DeFi ควรติดตามการพัฒนาด้านความปลอดภัยของโปรโตคอลที่ตนใช้งานอยู่เสมอ


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเหตุการณ์นี้น่าสนใจมากในฐานะกรณีศึกษาของ “ตลาดที่ลงโทษความล้มเหลว” ในแบบ real-time เมื่อระบบพัง เงินก็ย้ายออกไปหาคู่แข่ง Chainlink ดูเหมือนจะได้รับอานิสงส์จากเหตุการณ์นี้ แต่ที่น่าจับตาคือ LayerZero จะตอบสนองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบ validator หรือการให้ชดเชย เพราะถ้าไม่มีการแก้ไขที่จริงจัง โปรโตคอลอื่นๆ ก็อาจเดินตามรอย Kelp DAO ส่วนผู้ที่ถือ LINK อาจได้เห็นแรงซื้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ควรระวังว่า sentiment บวกจากข่าวแบบนี้มักอยู่ได้ไม่นาน

ที่มา: CoinDesk

ภาพจาก AI