สรุปข่าว
- เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2010 Laszlo Hanyecz ได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ด้วยการเปิดเผยซอฟต์แวร์ที่ทำให้ขุด Bitcoin ด้วยการ์ดจอ (GPU) ได้เป็นครั้งแรก
- การค้นพบนั้นทำให้ Hash Rate ของเครือข่ายพุ่งสูงขึ้นถึง 130,000% ในปีเดียว ซึ่งเป็นการยกระดับความปลอดภัยของเครือข่ายให้แข็งแกร่งจนยากจะทำลาย
- การอัปเกรดนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ Laszlo ขุดเหรียญได้มหาศาลจนนำไปสู่ตำนานการซื้อพิซซ่าในวัน Pizza Day ซึ่งเป็นก้าวแรกของการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ครบรอบ 16 ปีแห่งการปฏิวัติ ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2010 Laszlo Hanyecz ได้พลิกโฉมวงการขุด Bitcoin ทำให้เครือข่ายหลุดพ้นจากยุค CPU สู่การใช้การ์ดจอ GPU ทำให้เครือข่ายมีความปลอดภัยสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจนได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก แม้ปัจจุบันการขุดจะกลายเป็นเรื่องของกลุ่มทุนใหญ่ตามที่ซาโตชิหวั่นเกรง แต่นี่คือวิวัฒนาการที่จำเป็นซึ่งเปลี่ยน Bitcoin จากโปรเจกต์ทดลองเล็กๆ สู่สินทรัพย์ทางการเงินระดับโลกที่สามารถแข่งขันกับระบบดั้งเดิมได้อย่างเต็มภาคภูมิในปัจจุบัน
เมื่อเอ่ยชื่อของ Laszlo Hanyecz เชื่อว่า หลายคนในวงการคริปโตคงนึกถึงตำนานวัน “Bitcoin Pizza Day” ชายผู้สร้างวีรกรรมใช้เหรียญ 10,000 BTC แลกกับพิซซ่าสองถาดในวันที่ 22 พฤษภาคม แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ก่อนจะถึงวันแห่งพิซซ่านั้น เขาคือบุคคลสำคัญที่ได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของ Bitcoin ไปตลอดกาล ด้วยการยื่นข้อเสนอที่ทำให้ตัวของซาโตชิต้องออกมาเคลื่อนไหวเมื่อ 16 ปีที่แล้ว
บทความนี้จะพาทุกท่านไปย้อนกลับไปในวันนั้นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นและทำไมเหตุการณ์นั้นจึงได้พลิกโฉม Bitcoin ไปตลอดกาล
ก้าวแรกของการปฏิวัติระบบขุด Bitcoin
ย้อนกลับไปในวันที่ 10 พฤษภาคม 2010 Laszlo Hanyecz นักพัฒนา Bitcoi ซึ่งในขณะนั้นเป็นหนึ่งในนักพัฒนาของ Bitcoin ได้เข้าไปตั้งกระทู้บนเว็บบอร์ด Bitcointalk เพื่อนำเสนอแนวคิดสุดล้ำเป็นครั้งแรก นั่นคือการเปลี่ยนมาใช้การ์ดจอ (GPU) ในการขุด Bitcoin แทนที่จะใช้ CPU แบบเดิม ๆ
จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้เองได้กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้การขุดด้วย GPU ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายในเวลาต่อมา ส่งผลให้กำลังการขุดของเครือข่ายพุ่งทะยานขึ้นถึง 130,000% ภายในปีเดียว และเป็นการยกระดับความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของ Bitcoin อย่างมหาศาล

ความกังวลของซาโตชิ
ในมุมมองของคนยุคปัจจุบันการปฏิวัติการขุดด้วย GPU ได้เปิดให้ Bitcoin สามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น แต่ซาโตชิ นากาโมโตะกลับกังวลว่า วิธีการดังกล่าวจะทำให้ Bitcoin “สูญเสียความเป็นประชาธิปไตย” แบบฉบับเดิม โดย หลังจากที่ทราบข่าวว่า Laszlo ประสบความสำเร็จ ซาโตชิถึงกับต้องเอ่ยปากเป็นการส่วนตัว มีการขอร้องให้ Laszlo ช่วยชะลอไม่ให้วิธีการดังกล่าวได้รับความนิยมมากจนเกินไป
ซาโตชิมีมุมมองต่อ Bitcoin ว่าเป็นเครือข่ายที่ 1 CPU จะมีสิทธิโหวต 1 เสียง และใครก็สามารถเข้ามาสนับสนุนเครือข่ายเพื่อแลกรางวัลตอบแทน แต่การปฏิวัติไปใช้ GPU จะทำให้ไอเดียของเขาพังทลายลง เพราะผู้ใช้ธรรมดาจะแทบไม่สามารถขุดแข่งนายทุนได้
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน CPU รุ่น Intel E8600 ต่อให้ทำการโอเวอร์คล็อกจนถึง 4.1 GHz จะสามารถทำกำลังการแฮชได้ 1.8 ล้านแฮชต่อวินาที กลับกันการ์ดจอรุ่น 8800 GTS เพียงตัวเดียวของ NVIDIA สามารถทำอัตราแฮชได้สูงถึง 3.8 ล้าน หมายความว่าคนที่มีเครื่องแรงๆ จะมีโอกาสขุดได้รางวัลมากกว่า 2 เท่า
การมาถึงของ GPU จึงเปรียบเสมือนการแข่งขันว่า ใครจะมีเครื่องมือที่ดีกว่าในการขุด และกลายเป็นเรื่องที่มีแต่คนรวยเท่านั้นจะสามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งในช่วงปี 2018-2021 เราก็เห็นได้ชัดเลยว่าการใช้ GPU ขุดได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมคริปโตมากขนาดไหน
ผลกระทบจากพิซซ่า
ในเวลาต่อมาหลัง Laszlo สามารถขุด Bitcoin ได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาจึงเริ่มมีความคิดที่อยากจะใช้งานจริงๆ ดูบ้าง ซึ่งภายหลังเราจะทราบกันดีกับเหตุการณ์ Pizza Day ที่เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนเงินบนอินเทอร์เน็ต ให้มีมูลค่าในโลกแห่งความเป็นจริง
ที่สำคัญไปกว่านั้นพอ Bitcoin เป็นข่าวดังประกอบกับคนสามารถใช้ GPU ขุดได้ก็ยิ่งทำให้เครือข่ายแข็งแกร่งทนทาน พอเครือข่ายแกร่งนักลงทุนก็ยิ่งเชื่อมั่นและกล้าเข้ามาในตลาดเกิดเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ที่นำพา Bitcoin มาจนถึงทุกวันนี้
ตลอด 16 ปีผ่านไปแม้ตัวตนของซาโตชิจะยังคงเป็นปริศนา แต่การปฏิวัติวงการการขุดด้วย GPU ของ Lazlo ยังคงเป็นสิ่งที่ช่วยให้บิทคอยน์สามารถเอาตัวรอดได้มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะหากไม่มี Hashrate มากพอด้วยการใช้ GPU ขุด เครือข่ายก็อาจไม่แข็งแกร่งมากพอจนสามารถป้องกันตัวเองจากการโจมตีได้
ด้วยเหตุนี้ 10 พฤษภาคม จึงไม่ใช่แค่วันที่มีการค้นพบวิธีการขุดแบบใหม่ แต่เป็นวันที่ Bitcoin ได้เติบโตขึ้นมาจากเครือข่ายของคนกลุ่มเล็กมาสู่เครือข่ายที่ทั้งโลกจับตามอง
ที่มา: U.Today
มุมมองผู้เขียน : สุดท้ายแล้วสิ่งที่ซาโตชิหวาดหวั่นได้กลายเป็นจริงขึ้นมา การขุด Bitcoin ได้กลายเป็นเรื่องของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะหากอยากให้ Bitcoin เป็นที่ยอมรับ “กลุ่มทุน” “สถาบัน” และ “รัฐบาล” ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้สินทรัพย์รูปแบบใหม่นี้สามารถเข้ามาแข่งขันได้เทียบเคียงกับระบบดั้งเดิม หากพวกเขาไม่สนับสนุน Bitcoin ก็จะโตได้อย่างจำกัด

