bitkub-banner

Glassnode เตือน Bitcoin ราว 10% เสี่ยงโดนควอนตัมแฮก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Glassnode เผยว่าเกือบ 10% ของอุปทาน Bitcoin หรือราว 1.92 ล้าน BTC อยู่ในสถานะ “ไม่ปลอดภัยในเชิงโครงสร้าง” จากภัยคุกคามของควอนตัมคอมพิวเตอร์
  • เหรียญยุคแรกของ Satoshi Nakamoto คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของความเสี่ยง โดยรวมกว่า 1.1 ล้าน BTC
  • แม้ภัยคุกคามจากควอนตัมยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่ประเด็นนี้เริ่มกลายเป็น “ความเสี่ยงระยะยาว” ที่วงการ Bitcoin ต้องจริงจังมากขึ้น

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Glassnode เปิดเผยว่า  Bitcoin จำนวนประมาณ 1.92 ล้าน BTC หรือคิดเป็นเกือบ 10% ของอุปทานทั้งหมด ตกอยู่ใน “ความเสี่ยงระดับโครงสร้าง” จากควอนตัมคอมพิวเตอร์ เนื่องจาก Address บางประเภทของ Bitcoin ได้มีการเปิดเผย Public Key ออกมาบนบล็อกเชนตั้งแต่แรก โดยเหรียญยุคบุกเบิกของ Satoshi ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด ขณะเดียวกัน Glassnode มองว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่ยังถูกทำให้ลดลงได้ หากผู้ใช้งานและผู้ให้บริการกระเป๋า Bitcoin ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน เช่น เลิกใช้ Address ซ้ำ และเตรียมอัปเกรดระบบเพื่อรองรับยุค Post-Quantum ในอนาคต

Glassnode แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล On-chain เปิดเผยว่า Bitcoin จำนวน ประมาณ 1.92 ล้าน BTC หรือคิดเป็นเกือบ 10% ของอุปทานทั้งหมด ตกอยู่ใน “ความเสี่ยงระดับโครงสร้าง” จากการถูกควอนตัมคอมพิวเตอร์โจมตีหรือแฮกได้ในอนาคต 

โดยสาเหตุหลักมาจากรูปแบบที่อยู่กระเป๋า Address  ของ Bitcoin และการแสดงผลธุรกรรมบางประเภทของ Bitcoin ในอดีต ถูกออกแบบมาให้เปิดเผย Public Key ออกมาสู่สาธารณะหรือบนบล็อกเชนตั้งแต่ยุคเริ่มต้น

ตามรายงานระบุว่า เหรียญที่มีความเสี่ยงมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นเหรียญยุคบุกเบิกของ Bitcoin โดยเฉพาะเหรียญของผู้สร้างอย่าง Satoshi Nakamoto ที่คาดว่าถืออยู่ราว 1.1 ล้าน BTC หรือคิดเป็นประมาณ 5.5% ของอุปทานทั้งหมด รองลงมาคือเหรียญในยุคเดียวกันอีกกว่า 620,000 BTC และเหรียญที่อยู่บนระบบ Taproot อีกประมาณ 200,000 BTC

ทำไม Quantum Computing ถึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อ Bitcoin?

ปัจจุบัน Bitcoin ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสแบบ Elliptic Curve Cryptography (ECC) เพื่อปกป้อง Private Key หรือกุญแจส่วนตัวของผู้ใช้งาน

ตอนนี้ปัญหาคือ หากในอนาคตควอนตัมคอมพิวเตอร์มีพลังประมวลผลสูงมากพอ มันอาจสามารถใช้วิศวกรรมย้อนกลับโดยใช้ข้อมูล Public Key เพื่อหาข้อมูล Private Key ได้ 

กล่าวคือ ถ้า Address ไหนเปิดเผย Public Key ออกมาสู่สาธารณะแล้ว Address นั้นอาจกลายเป็นเป้าหมายโจมตีได้ง่ายกว่า Address รุ่นใหม่ที่ยังซ่อน Public Key เอาไว้อยู่

อย่างไรก็ตาม ARK Invest ระบุว่า เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังอยู่ห่างไกลจากจุดนั้นมาก เพราะการเจาะระบบเข้ารหัส ECC ของ Bitcoin จะต้องใช้ Logical Qubit มากกว่า 2,330 คิวบิต รวมถึง Quantum Gate จำนวนมหาศาล ทำให้ภัยคุกคามนี้ยังไม่ใช่ความเสี่ยงเร่งด่วนในตอนนี้

Bitcoin ส่วนใหญ่ยังถือว่า “ปลอดภัย”

Glassnode ประเมินว่า Bitcoin จำนวนประมาณ 13.99 ล้าน BTC หรือเกือบ 70% ของอุปทานทั้งหมด ยังไม่ได้ตกอยู่ในความเสี่ยงด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

ที่มา: Glassnode

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง Bitcoin อีกประมาณ 4.12 ล้าน BTC หรือ 20.6% ของอุปทานทั้งหมด ยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “มีความเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้งาน” เช่น การใช้ Address เดิมซ้ำหลายครั้ง หรือการจัดการ Key ที่ไม่ปลอดภัย

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมคริปโตมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดย BTC ที่ถูกถือครองบนแพลตฟอร์มอย่าง Binance และ Bitfinex มีสัดส่วนความเสี่ยงสูง ขณะที่ Coinbase และ Fidelity Investments มีระบบจัดเก็บสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าค่อนข้างมาก

ที่มา: Glassnode

อีกประเด็นที่เริ่มได้รับความสนใจคือแนวคิดเรื่อง Post-Quantum Cryptography (PQC) หรือระบบเข้ารหัสยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีจากควอนตัมคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ

หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงคือ BIP-360 และระบบ Pay-to-Merkle-Root (P2MR) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปิดเผย Public Key ของระบบ Taproot แม้จะยังไม่ใช่ระบบ Quantum-proof ที่สามารถป้องกันควอนตัมได้เต็มรูปแบบก็ตาม

Glassnode มองว่า ความเสี่ยงจำนวนมากยังสามารถลดลงได้ หากผู้ให้บริการกระเป๋าคริปโต, ผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์ และผู้ใช้งานทั่วไป เริ่มปรับพฤติกรรมการใช้งาน เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ Address ซ้ำ รวมถึงเตรียมอัปเกรดโครงสร้างเพื่อรองรับยุค Post-Quantum หรือยุคป้องกันควอนตัมในอนาคต


มุมมองผู้เขียน: ประเด็นนี้อาจไม่ใช่ภัยเร่งด่วนสำหรับตลาดตอนนี้ แต่มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในธีมสำคัญของ Bitcoin ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพราะหากวันหนึ่งควอนตัมถูกพัฒนาขึ้นมาได้จริง โลกคริปโตอาจต้องเร่งอัปเกรดระบบครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นมาเลยก็ได้

ที่มา:tradingview