bitkub-banner

Saylor ทุ่มซื้อ Bitcoin $800 ล้านใน 4 ชั่วโมง แต่ราคาไม่ขยับ สัญญาณว่าสภาพคล่องถูกควบคุมโดย ETF

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Strategy ของ Michael Saylor ซื้อ Bitcoin มูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ในเวลา 4 ชั่วโมง แต่ราคาแทบไม่ขยับ ขัดกับทฤษฎี Supply Shock ที่นักลงทุนคริปโตเชื่อมานาน
  • ข้อมูลจาก Farside Investors เผยว่า BlackRock IBIT มีเงินไหลออก 61.5 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวกัน และยอด ETF รวมติดลบ 70.5 ล้านดอลลาร์ แสดงว่าแรงซื้อขายถูกล้างกันใน OTC โดยไม่กระทบตลาดสปอต
  • Bank of America ถือ MSTR มูลค่า 664 ล้านดอลลาร์ในฐานะ Bitcoin Proxy สะท้อนว่า Bitcoin ถูกควบคุมโดยกลไก Authorized Participants ของ ETF มากกว่าความต้องการของรายย่อย

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

ข่าวนี้เป็น Bearish เชิงโครงสร้าง เพราะมันแสดงให้เห็นว่ากลไกการกำหนดราคา Bitcoin ได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือของ ETF Market Maker อย่าง BlackRock และ Citadel ที่สามารถดูดซับแรงซื้อขายระดับพันล้านดอลลาร์โดยไม่กระทบราคาสปอต ตำนาน Supply Shock ที่เคยขับเคลื่อนตลาดขาขึ้นในอดีตจึงไม่ทำงานอีกต่อไป ส่งผลให้ความผันผวนและโอกาส Upside ของ Bitcoin ในระยะกลางจำกัดลงอย่างชัดเจน

ลองจินตนาการดูครับ คุณเดินเข้าตลาดสด แล้วซื้อทุเรียนทุกลูกที่เห็นเป็นเงิน 800 ล้านบาท ภายในเวลา 4 ชั่วโมง แต่ราคาทุเรียนกลับไม่ขยับเลยแม้แต่บาทเดียว คุณจะคิดอะไรครับ? คำตอบมีสองทาง หนึ่งคือตลาดทุเรียนใหญ่กว่าที่คิดมหาศาล หรือสอง มีคนเอาทุเรียนมาทุ่มขายสวนคุณในปริมาณเท่ากันเป๊ะ โดยที่คุณไม่รู้ตัว

นี่คือสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับ Bitcoin และคำพูดของ Michael Saylor ที่ว่า “เราไม่ได้เป็นคนดันราคาแน่นอน” หลังจากบริษัท Strategy ของเขาเข้าซื้อ Bitcoin มูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง ไม่ใช่คำพูดที่น่ายินดีอย่างที่ชาว Bitcoin Maximalist พยายามตีความ มันคือหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันสิ่งที่หลายคนกลัวมานาน นั่นคือสภาพคล่องและการกำหนดราคาของ Bitcoin ไม่ได้อยู่ในมือของชุมชนคริปโตอีกต่อไปแล้ว มันอยู่ในมือของ BlackRock, Citadel และทีม Authorized Participants ของ ETF

$200 ล้านต่อชั่วโมง ที่ไม่ขยับราคาแม้แต่บาทเดียว

$200 ล้านต่อชั่วโมง ที่ไม่ขยับราคาแม้แต่บาทเดียว
ภาพจาก AI

ในอดีต ตลาดคริปโตเคยมีเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนรายย่อยไทยรักมาก นั่นคือเรื่อง “Supply Shock” หรือภาวะอุปทานช็อก แนวคิดง่าย ๆ คือเมื่อมีคนซื้อ Bitcoin จำนวนมากไปเก็บใน Cold Wallet เหรียญในตลาดจะน้อยลง พอเหรียญน้อยลงราคาก็ต้องพุ่ง นี่คือสูตรที่ Saylor เคยใช้สร้างราคา MSTR และ Bitcoin ในยุคปี 2020-2023

แต่ในรอบนี้ Saylor ออกมายอมรับด้วยตัวเองว่า Strategy ซื้อเข้าไปเฉลี่ยชั่วโมงละ 200 ล้านดอลลาร์ ติดต่อกัน 4 ชั่วโมง ราคา Bitcoin กลับนิ่งสนิท ลองคิดดูครับว่าเงิน 800 ล้านดอลลาร์ในเวลา 4 ชั่วโมง คือแรงซื้อขนาดไหน ในตลาดหุ้นไทย ถ้ามีกองทุนเข้าซื้อ SET หนึ่งตัวด้วยเงินขนาดนี้ในเวลาเดียวกัน ดัชนีคงพุ่งหลายเปอร์เซ็นต์ แต่ Bitcoin กลับขยับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คำถามคือ ทำไม?

Bitcoin logo on orange background
ภาพจาก: ycryptonews (X)

คำใบ้จากตาราง Farside ที่บอกความจริงเจ็บปวด

ลองมาดูข้อมูลจริงจาก Farside Investors ในวันที่ 20 พ.ค. 2026 ตามตารางที่เผยแพร่ออกมา BlackRock IBIT มีเงินไหลออก 61.5 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว และเมื่อรวมทั้งกลุ่ม ETF ทั้งหมด ยอดสุทธิอยู่ที่ติดลบ 70.5 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Djakhongir Mukhammed ก็ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า ETF ปล่อยเหรียญออก 117 BTC ในวันเดียวกัน

Bitcoin ETF Daily Flow showing BlackRock IBIT -61.5 million
ภาพจาก: Farside Investors (X)

มองให้ดีนะครับ ในช่วงเวลาเดียวกันที่ Saylor ถล่มซื้อ ETF กำลังถล่มขายในปริมาณที่ใกล้เคียงกันแบบประหลาด ๆ พอเอามาประกบกัน แรงซื้อกับแรงขายล้างกันเองในตลาด OTC โดยไม่แตะ Order Book ของตลาดสปอตเลยแม้แต่นิดเดียว ราคาจึงนิ่งสนิทเหมือนคนป่วยที่ไม่หายใจ

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ นี่คือกลไก Authorized Participant หรือ AP ของระบบ ETF ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ “ดูดซับ” แรงซื้อขายขนาดใหญ่ผ่าน OTC desk โดยไม่ให้กระทบราคาในตลาดเปิด เพื่อให้ NAV ของกองทุนตรงกับราคาสปอต Citadel, Jane Street, Virtu คือผู้เล่นหลักในเกมนี้ และในเกมที่พวกเขาเป็นเจ้ามือ ราคา Bitcoin บนหน้าจอ Binance ของคุณ คือผลลัพธ์ของการเล่นกลทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ราคาที่สะท้อนความต้องการจริงอีกต่อไป

ตำนาน Supply Shock ที่นักลงทุนไทยยังเชื่อ ตายไปแล้ว

ตำนาน Supply Shock ที่นักลงทุนไทยยังเชื่อ ตายไปแล้ว
ภาพจาก AI

เปิด YouTube ภาษาไทยตอนนี้ คุณยังจะเห็นอินฟลูสายคริปโตหลายคนกำลังร่ายมนต์เก่าว่า “Strategy ซื้ออีกแล้ว เหรียญหายไปจากตลาด ราคาต้องพุ่ง” หรือ “แค่ ETF เข้าซื้อนิดเดียวก็ขาดตลาดแล้ว” สูตรนี้เป็นสูตรที่ขายดีมาก เพราะมันง่าย เข้าใจง่าย และทำให้คนรู้สึกอุ่นใจที่จะถือ HODL ต่อไป

แต่ความจริงในปี 2026 คือ Bitcoin มีตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่กว่าตลาดสปอตหลายเท่า มี ETF ที่ถือเหรียญรวมกันกว่า 1 ล้าน BTC และมี Market Maker ขนาดยักษ์ที่สามารถปล่อยกู้ Bitcoin, ทำ Short Hedge, และเล่นเกม Cash-and-Carry Arbitrage ได้แบบไร้ขีดจำกัด เหรียญไม่ “หายไป” จากตลาดอีกต่อไป มันแค่เปลี่ยนมือจาก Wallet ของรายย่อย ไปอยู่ในงบดุลของสถาบัน ที่พร้อมจะปล่อยมันออกมาในวินาทีที่พวกเขาต้องการ

นี่คือสิ่งที่ Hush พยายามอธิบายในมุมบวก ที่ว่า Strategy ซื้อ 24,869 BTC ในสัปดาห์เดียวที่ราคาเฉลี่ย 80,985 ดอลลาร์ ผ่านสภาวะตลาดที่ Fed มีท่าทีแข็งกร้าว แล้วราคา Bitcoin ก็ยังนิ่ง MSTR ก็ยังนิ่ง เขามองว่ามันแสดงให้เห็นว่ามี “ผู้ซื้อเชิงโครงสร้าง” ที่ทำงานไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร แต่ในมุมของผม นี่คือสัญญาณตรงกันข้ามเลยครับ มันแปลว่าไม่มีใครสนใจการซื้อของ Strategy อีกต่อไปแล้ว เพราะตลาดถูกควบคุมโดยคนกลุ่มอื่นที่ใหญ่กว่า

BlackRock คือเจ้ามือใหม่ของ Bitcoin ไม่ใช่ Satoshi

ลองมาดูภาพรวม ETF Bitcoin Spot จากข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 2026 เวลา 6 โมงเช้า ตามที่ Djakhongir Mukhammed รายงาน Total Net Inflow สะสมอยู่ที่ 5.779 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่ากับ 5.78 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น Bitcoin กว่า 730,520 เหรียญ และ Total Net Assets แตะ 1.0688 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.06 แสนล้านดอลลาร์

Bitcoin Spot ETF dashboard showing total net inflow and assets
ภาพจาก: Djakhongir Mukhammed (X)

ตัวเลขนี้แปลว่าอะไรครับ? มันแปลว่ามีคนถือ Bitcaon ผ่าน ETF เกิน 730,000 เหรียญ ซึ่งเทียบเท่ากับเกือบ 3.5% ของ Supply ทั้งหมดที่จะมีในระบบ และเหรียญพวกนี้ไม่ได้อยู่ในมือของ Cypherpunk หรือ Bitcoiner ผู้รักเสรีภาพอีกต่อไปแล้ว มันอยู่ในห้องเซิร์ฟเวอร์ของ Coinbase Custody, Fidelity Digital Assets และ BNY Mellon ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของ ETF เหล่านี้

และที่ฮาที่สุดคือ ตัวเลข Daily Net Inflow ของวันนั้นติดลบ 9 ล้านดอลลาร์ จาก 117 BTC ที่ไหลออก แต่ Jayden world รายงานว่าก่อนหน้านี้ IBIT มีเงินไหลออกถึง 325 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ในขณะที่ราคา Bitcoin ลงไปเทรดที่ราว 79,000 ดอลลาร์ ความหมายที่ซ่อนอยู่คือ BlackRock ปล่อยเหรียญออกไปได้ในระดับ “แสนล้านบาท” ในวันเดียว โดยที่ราคาแทบไม่เคลื่อนไหวเลย

BlackRock Bitcoin ETF outflow visualization
ภาพจาก: Jayden world (X)

ใครที่บอกว่า ETF คือชัยชนะของ Bitcoin ผมอยากให้ลองคิดใหม่ครับ ETF คือการ “กลืน” Bitcoin เข้าไปในระบบการเงินดั้งเดิม และเมื่อมันถูกกลืนไปแล้ว มันก็เล่นตามกติกาของระบบนั้น ไม่ใช่กติกาของ Satoshi อีกต่อไป

Strategy กลายเป็น “Bitcoin Proxy” ของ Wall Street

เรื่องที่หลายคนยังไม่เห็นภาพคือ ตอนนี้ Strategy หรือ MSTR ไม่ใช่บริษัทที่ “ถือ Bitcoin” ในมุมมองของชาวคริปโตอีกต่อไปแล้ว มันได้กลายเป็น “ตัวแทน Bitcoin” ที่ Wall Street ใช้เข้าถึง Bitcoin อย่างเป็นทางการ Amarjeet Jandawar รายงานว่า Bank of America ถือหุ้น MSTR มูลค่ากว่า 664 ล้านดอลลาร์ ในฐานะ “Bitcoin Proxy” หรือเครื่องมือทดแทน Bitcoin

Bank of America holding MSTR shares as Bitcoin proxy
ภาพจาก: Amarjeet Jandawar (X)

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Coindoo อ้างข้อมูลจาก 13F ของ Phong Le ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Strategy ที่ระบุว่า 13 จาก 15 อันดับผู้ถือหุ้นสถาบันของ MSTR เพิ่มสัดส่วนการถือครองในไตรมาส 1 ปี 2026 รวมกันเพิ่มขึ้น 27%

ฟังดูเป็นข่าวดีใช่ไหมครับ? แต่ลองมองอีกมุม สถาบันพวกนี้ไม่ได้รัก Bitcoin พวกเขาไม่ได้อ่าน Whitepaper พวกเขาไม่สนใจเรื่อง Decentralization พวกเขาเห็น MSTR เป็นแค่ “หุ้นที่มี Beta สูงเมื่อ Bitcoin ขึ้น” และเมื่อตลาดเปลี่ยนทิศ พวกเขาจะเทขายเหมือนหุ้นทั่วไปนั่นแหละ และเมื่อ MSTR ถูกเทขาย พรีเมียมของ Net Asset Value จะหายไป Saylor จะออก ATM เพิ่ม Bitcoin ไม่ได้ และวงจรการสะสมที่เคยขับเคลื่อนตลาด ก็จะกลายเป็นวงจรเดียวกันที่ทำลายตลาด

ราคา Bitcoin วันนี้ คือผลลัพธ์ของเกม Arbitrage

ราคา Bitcoin วันนี้ คือผลลัพธ์ของเกม Arbitrage
ภาพจาก AI

หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าตลาดสปอตไม่ใช่ตัวกำหนดราคาแล้ว ใครคือคนกำหนด? คำตอบคือตลาด CME Futures และตลาดอนุพันธ์ในสหรัฐฯ ที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เกมที่เล่นกันคือ Cash-and-Carry Arbitrage ที่ Market Maker จะซื้อ ETF ที่ราคาต่ำกว่า NAV แล้วเปิด Short Future ที่ราคาสูงกว่า เพื่อล็อกกำไรไร้ความเสี่ยง 5-15% ต่อปี

เมื่อ Arbitrage นี้ทำงาน ราคา Bitcoin จะถูกตรึงไว้ในกรอบที่แคบมาก เพราะการเคลื่อนไหวรุนแรงจะทำลายโอกาส Arbitrage ของพวกเขา นี่คือเหตุผลที่ Bitcoin ในปี 2026 มีความผันผวนต่ำลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับยุค 2017-2021 ไม่ใช่เพราะตลาด “เป็นผู้ใหญ่” อย่างที่หลายคนชอบพูด แต่เพราะตลาดถูก “ขึ้นบังเหียน” โดยกลุ่มทุนที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้

คำพูดของ Saylor ที่ว่า “เราไม่ได้เป็นคนดันราคา” จึงไม่ใช่คำพูดถ่อมตัว แต่เป็นคำสารภาพโดยไม่รู้ตัวว่า แม้แต่ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในตลาด ก็ไม่มีอำนาจในการเคลื่อนไหวราคาอีกต่อไปแล้ว เขาเหมือนนกขมิ้นในเหมืองถ่านหินที่กำลังร้องเตือน แต่ไม่มีใครได้ยิน

ความเห็นผู้เขียน

ความเห็นผู้เขียน
ภาพจาก AI

ผมยอมรับครับว่าผมเป็นคนที่เชื่อใน Bitcoin มานาน แต่หลังจากเห็นข้อมูลรอบนี้ ผมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบา ๆ ความฝันแบบ Cypherpunk ที่ว่า Bitcoin จะเป็น “เงินของประชาชน” ที่ไม่มีใครควบคุมได้ มันไม่ได้ตายไปในวันที่ Spot ETF ถูกอนุมัติเมื่อมกราคมปี 2024 หรอกครับ มันค่อย ๆ ตายในทุกวัน ที่เงินจาก BlackRock, Fidelity, ARK ไหลเข้าระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันที่เราเห็น Saylor ทุ่มเงินขนาด 800 ล้านดอลลาร์ แล้วราคาขยับเหมือนใบไม้ในวันที่ไม่มีลม

สิ่งที่ผมกลัวที่สุดไม่ใช่ราคาที่ร่วงนะครับ ราคาร่วงคือเรื่องปกติของตลาด สิ่งที่ผมกลัวคือ “กลไกการกำหนดราคา” ที่เปลี่ยนไปอย่างถาวร ในอดีต ราคา Bitcoin สะท้อนความเชื่อ ความหวัง และความต้องการของผู้คนกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก แต่วันนี้ ราคา Bitcoin สะท้อนแค่ความต้องการ Arbitrage ของกลุ่ม Authorized Participants ไม่เกิน 20 บริษัท

สำหรับนักลงทุนไทยที่ยังเชื่อในเรื่อง Supply Shock ผมอยากบอกตรง ๆ ว่ามันใช้ไม่ได้แล้วครับ การที่ Strategy ประกาศซื้อหมื่นเหรียญในสัปดาห์เดียว ไม่ได้แปลว่าราคาจะพุ่งอย่างที่เคย เพราะอีกฝั่งหนึ่งของตลาด อาจมี ETF ปล่อยเหรียญออกในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน หรือมี Market Maker เปิด Short Hedge เพื่อป้องกันความเสี่ยงในตลาดอนุพันธ์ ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอ เป็นแค่ค่าเฉลี่ยของสมการที่ซับซ้อนกว่าที่คุณคิด

คำแนะนำเดียวที่ผมพอจะให้ได้คือ อย่าตัดสินใจซื้อขายโดยอ้างอิงแค่ “ข่าว Saylor ซื้อ” หรือ “ETF Inflow บวก” อีกต่อไป มันไม่ใช่ตัวชี้วัดที่เชื่อถือได้ในยุคนี้ ลองหันมามองตัวเลข Open Interest, Funding Rate, Premium ของ CME Futures และที่สำคัญคือ Net Flow รวมของ ETF ในรอบสัปดาห์ ไม่ใช่แค่วันเดียว เพราะนี่คือสนามจริงที่ราคาถูกตัดสิน

Bitcoin ยังเป็นทรัพย์สินที่น่าสนใจครับ แต่มันไม่ใช่ “การปฏิวัติ” แบบที่เราเคยฝันอีกแล้ว มันคือทรัพย์สินทางการเงินอีกชิ้นในกลุ่ม Macro Asset ที่อยู่ภายใต้กฎเดียวกันกับทองคำ น้ำมัน และพันธบัตรสหรัฐฯ ใครยังขายฝันแบบ 2021 ให้คุณ ผมอยากให้คุณตั้งคำถามดี ๆ ว่าเขารู้จริงไหม หรือแค่เก่งในการขายความหวัง

ภาพจาก AI