สรุปข่าว
- ดร.เอ็ม ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยว่ากระแส Tokenization อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยพังทลายเพราะมีเม็ดเงินไหลออกนอกประเทศจนทำให้สภาพคล่องเหือดแห้ง
- แม้ในมุมของรายย่อยจะเป็นเรื่องดี แต่ในมุมของเสถียรภาพประเทศ นี่คือภัยคุกคามทางการเงินที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและลดทอนโอกาสเติบโตของธุรกิจในประเทศลง
- เพื่อแก้เกม ดร.เอ็ม เสนอว่ารัฐบาลไทยไม่ควรกีดกั้นเทคโนโลยี แต่ต้องเดินหน้าทำการ Tokenized สินทรัพย์ต่างๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ได้ออกมาโพสต์คำเตือนว่ากระแส Tokenization อาจกลายเป็นภัยคุกคามที่ทำให้ตลาดหุ้นและระบบการเงินไทยพังทลายลงได้หากหน่วยงานเตรียมรับมือไม่ทัน เขาจึงได้เสนอทางออกเชิงรุกให้รัฐบาลไทยเร่งทำ Tokenized Asset เพราะหากไม่รีบเปลี่ยนผ่านตามโลกให้ทัน ประเทศไทยจะต้องเผชิญหน้ากับความล่มสลายทางการเงินอย่างทุกลักทุเล
ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน หรือที่ชาวไทยรู้จักกันในชื่อของ “ดร.เอ็ม” ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและคริปโทเคอร์เรนซี เมื่อเร็วๆ นี้ได้โพสต์เตือนบน X ว่า Tokenization อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยพังได้เลยหากไม่รีบเตรียมรับมือ
ในโพสต์ ดร.เอ็ม กล่าวว่าปัจจุบันกระแส tokenization มาแรงมากๆ ทั้งการเอาทอง น้ำมัน หุ้น กองทุนขึ้นบล็อกเชน ซึ่งก็มีข้อดีว่าใครก็สามารถซื้อหุ้น ทอง ต่างๆ จากที่ไหนก็ได้
จริงอยู่ที่รัฐบาลบ้านเราสนับสนุนเรื่องการเข้าถึง ซึ่งถือเป็นเรื่องดีมาก แต่ต้องอย่าลืมว่า มันคือการปล่อยให้เงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานในประเทศ ไหลออกไปสู่ต่างประเทศ และทำให้การเติบโตและโอกาสในเชิงธุรกิจในบ้านเราลดลง ซึ่งถ้ารัฐและหน่วยงานกำกับดูแลยังไม่รู้ตัว ในระยะสั้นตลาดหุ้นเราจะพัง และในระยะยาวตลาดการเงินทั้งหมดของเราจะตามไป
ดร.เอ็ม ชี้ให้เห็นว่า Tokenization คือ “อาวุธ“ ของวอลล์สตรีทในการกินรวบทั้งโลกเมื่อหุ้นต่างประเทศเข้าถึงได้ง่าย คนจะหันไปซื้อเองโดยไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์ไทย ไม่ต้องผ่านตัวกลาง เงินจะไหลออก ตลาดหุ้นในประเทศจะแห้ง และธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต จะหมดโอกาส
นอกจากนี้เมื่อ tokenized กองทุนมาถึง เราจะไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนผ่านแบงค์ไทยต่ออีกไป แล้วแบงค์ไทยก็เอาเงินไปซื้อต่อกับต่างประเทศ กินส่วนต่างและค่าธรรมเนียม
ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีกับรายย่อย เพราะต่อจากนี้จะไม่มีกำแพงอะไรมาขวางกั้นเราจะสามารถเข้าถึงพันธบัตรดีๆ ได้ดอกสูงๆ แต่ถ้ามองในมุมประเทศ นี่คือภัยคุกคามทางการเงิน ที่อาจจะทำลายระบบการเงินของเราได้เลย โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว
ไทยควรเอายังไงต่อ?
ดร.เอ็มเสนอว่าแทนที่จะทำการกีดกั้นคนในจากเทคโนโลยีใหม่ รัฐบาลควรเดินหน้าผลักดันการ tokenized ทองคำในประเทศเพื่อออกไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน และนำเงินกลับเข้ามา แต่ต้องไม่ทำบนบล็อกเชนส่วนตัว
ถัดมาไทยควรออก Stablecoin เงินบาท โดยใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นตัวค้ำมูลค่าซึ่งจะเหมือนการที่เราได้เงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำมากๆ ให้เงินจริงๆ ไหลเข้ามา ในขณะที่คนอื่นเอาเงินดิจิทัลไปถือแทน แล้วพัฒนาชาติ
เพราะตอนนี้คนส่วนใหญ่ล้วนถือ USDT ไว้เฉยๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนักลงทุนกำลังถือหนี้สหรัฐฯ ทางอ้อมโดยที่ไม่ได้ดอกเบี้ย ดังนั้น Stablecoin คือเชื้อที่จะทำให้เงิน แผ่ขยายออกไป และทำให้เราได้กู้เงินในราคาถูกจากคนทั่วไป โดยที่เค้าไม่ได้จะเอาเงินคืนจากเราด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ดร.เอ็ม ยังมองว่าไทยควรนำหุ้นกู้และหุ้นสามัญมาทำการแปลงเป็นเหรียญ Digital tokens ออกไปให้ต่างชาติที่เป็นเพื่อนบ้าน เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเข้ามาลงทุนในบ้านเรา และดึงเงินเข้าประเทศ
อย่างไรก็ตาม ดร.เตือนว่า ถ้าคิดจะทำจริงต้องอย่าทำครึ่งๆ กลางๆ อย่าทำ private chains อย่าไปคิดแต่ต้อง KYC อย่าไปกลัวว่าไม่รู้ว่าใครถือทองเราก็ไม่รู้ ใครถือพันธบัตรเราก็ไม่รู้ ใครถือหุ้นเราก็ไม่รู้ เค้าจะฟอกเงินไหม เพราะประเด็นที่สำคัญที่สุดอยู่ที่เงินจะไหลเข้าประเทศไหม เพราะประเทศพัฒนาที่มีเงินไหลเข้าไม่เคยมาสนใจประเด็นเหล่านี้เลย
สุดท้ายนี้ ดร.เอ็ม ฝากคำเตือนไว้ว่าถ้าไม่รีบพัฒนาให้ทันโลกประเทศไทยจะแห้ง และค่อยๆ ตาย ช้าๆ อย่างทุกลักทุเลในที่สุด

