สรุปข่าว
- Metaplanet เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 2,823 BTC ที่ราคาเฉลี่ย 12.7 ล้านเยนต่อเหรียญ ดันยอดถือครองรวมพุ่งแตะ 43,000 BTC ต้นทุนเฉลี่ยรวมขยับเป็น 15.3 ล้านเยนต่อเหรียญ
- รายได้จากธุรกิจ Bitcoin Income Generation ในไตรมาส 2 ลดลงเหลือ 1,747 ล้านเยน หดตัว 41% จากไตรมาสก่อน และดิ่งเกือบ 59% จากจุดสูงสุดในไตรมาส 4 ปี 2025
- บริษัทยังคงเป้าหมายสะสม Bitcoin ให้ถึง 210,000 BTC ภายในสิ้นปี 2027 แม้ราคาหุ้นร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ด้านซีอีโอเผยพร้อมพิจารณาซื้อหุ้นคืน หากมูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่า Bitcoin ที่ถือครอง
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
การที่ Metaplanet ยังคงเดินหน้าซื้อ Bitcoin ต่อเนื่อง แม้ธุรกิจหลักจะอ่อนแรงลง สะท้อนความเชื่อมั่นระยะยาวต่อสินทรัพย์นี้ ซึ่งพอเป็นแรงหนุนเชิงจิตวิทยาต่อตลาดได้บ้าง แต่ปริมาณการซื้อครั้งนี้ ไม่ได้ใหญ่พอที่จะขยับราคาตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับสัญญาณรายได้ที่ถดถอยและราคาหุ้นบริษัทที่ร่วงลง ก็เป็นปัจจัยที่คานกันอยู่พอดี
Metaplanet บริษัทมหาชนรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินหน้าซื้อ Bitcoin (BTC) เพิ่มเติมเข้าสู่คลังสำรองอีกจำนวน 2,823 BTC ส่งผลให้ยอดรวมการถือครอง Bitcoin สะสมพุ่งแตะ 43,000 BTC แต่ในขณะเดียวกัน รายได้ในไตรมาสที่ 2 จากธุรกิจจัดหาเงินทุนบิตคอยน์กลับปรับตัวลดลง
เอกสารเปิดเผยข้อมูลของ Metaplanet ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า บริษัทได้เข้าซื้อเหรียญ Bitcoin จำนวน 2,823 BTC ที่ระดับราคาเฉลี่ย 12.7 ล้านเยนต่อเหรียญ ดันให้ยอดคงเหลือรวมในงบดุลขยับขึ้นไปอยู่ที่ 43,000 BTC
ทางบริษัทแจ้งว่า ปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยในการซื้อโดยภาพรวมทั้งหมดขยับมาอยู่ที่ 15.3 ล้านเยนต่อ 1 BTC ซึ่งการเข้าซื้อระลอกล่าสุดนี้ ทำให้ Metaplanet ยังคงรักษาสถานะการเป็นหนึ่งในบริษัทมหาชนที่ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ เคียงคู่ไปกับยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท Strategy และบริษัท Twenty One Capital
โดยในช่วงสิ้นสุดไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีเหรียญอยู่ในคลัง 40,177 BTC ซึ่งซื้อมาด้วยเงินมูลค่าราว 4.18 พันล้านดอลลาร์ ที่ต้นทุนเฉลี่ย 104,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
Metaplanet ยังได้เปิดเผยตัวเลขผลประกอบการของธุรกิจ Bitcoin Income Generation โดยทำรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2026) ได้ที่ 1,747 ล้านเยน
ซึ่งตัวเลขนี้ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เคยทำได้ 2,969 ล้านเยน และยังห่างไกลจากจุดสูงสุดที่ 4,242 ล้านเยนในไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2025 เป็นอย่างมาก หากคำนวณตามตัวเลขที่บริษัทเปิดเผย ผลงานในไตรมาสที่ 2 นี้คิดเป็นการลดลงถึง 41% จากไตรมาสก่อนหน้า และดิ่งลงเกือบ 59% จากจุดสูงสุดในไตรมาส 4 ปี 2025 แต่รายได้รวมเฉพาะครึ่งปีแรกของปี 2026 ยังคงอยู่ที่ 4,717 ล้านเยน
ทั้งนี้ หากวัดผลงานแบบย้อนหลัง 12 เดือน บริษัท Metaplanet มีรายได้จากธุรกิจส่วนนี้รวม 11,396 ล้านเยน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 10,780 ล้านเยน โดยบริษัทเลือกใช้มาตรวัดแบบย้อนหลัง 12 เดือน เพื่อแสดงภาพรวมของธุรกิจในระยะยาว แทนการมองแค่ตัวเลขของไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง
ซึ่งธุรกิจจัดหาเงินทุนนี้ เป็นจุดที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบริษัทมีการนำสัญญาสิทธิซื้อขายบิตคอยน์ (Bitcoin Options) มาใช้บริหารคลังเงินทุน ซึ่งตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นว่า แม้รายได้รายไตรมาสจะอ่อนแอลง แต่ภาพรวมในระยะยาวยังคงเติบโตสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า
กางแผนใหญ่สู่เป้าหมาย 210,000 BTC ท่ามกลางราคาหุ้นที่ดิ่งแตะจุดต่ำสุด
Metaplanet ได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวในการถือครอง Bitcoin ให้ได้ถึง 210,000 BTC ภายในสิ้นปี 2027 ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 1% ของอุปทานทั้งหมดของ Bitcoin
โดยในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทระบุว่าจำเป็นต้องสะสมเหรียญเพิ่มอีกราว 170,000 BTC เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว (ซึ่งได้รวมการเข้าซื้อครั้งล่าสุดนี้เข้าไปแล้ว) และบริษัทยังคงเดินหน้าเก็บเหรียญอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทจะเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาจนร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ก็ตาม
ข้อถกเถียงเรื่องมูลค่าของบริษัทในเวลานี้ พุ่งเป้าไปที่สัดส่วน mNAV ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าตลาดของบริษัทกับมูลค่าของสินทรัพย์ Bitcoin ที่หนุนหลังอยู่
โดยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ซีอีโอ Simon Gerovich ได้ให้ความเห็นว่า ฝ่ายบริหารจะพิจารณามาตรการ “ซื้อหุ้นสามัญคืน” อย่างจริงจัง หากมูลค่าหุ้นของบริษัทร่วงลงไปซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าของ Bitcoin ที่บริษัทถือครองอยู่จริง พร้อมย้ำว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิดและยังไม่ใช่การประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนอย่างเป็นทางการ
ที่มา : crypto.news
มุมมองผู้เขียน : Metaplanet เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบริษัทที่เดิมพันอนาคตทั้งหมดไว้กับ Bitcoin จนธุรกิจหลักกลายเป็นเรื่องรอง แม้รายได้จากการบริหารคลังจะอ่อนแรงลงชัดเจนในไตรมาสนี้ แต่บริษัทก็ยังไม่มีท่าทีชะลอการซื้อเลย

