สรุปข่าว
- กลุ่มคนหัวใสใช้อัลกอริทึมสแกนหากระเป๋า Bitcoin ที่จำศีลมานานกว่า 6 ปี และรวบรวมมาได้ 39,069 กระเป๋ารวมมูลค่าราว 3.8 ล้าน BTC
- พวกเขานำข้อมูล Public Key หรือที่อยู่กระเป๋าบิตคอยน์ใส่แฟลชไดรฟ์ไปแจ้งความกับตำรวจนิวยอร์กว่าเป็น “ของหาย” แล้วฟ้องศาลเพื่อขอสิทธิ์เป็นเจ้าของตามกฎหมายปี 1940
- ถึงศาลจะให้ชนะคดี ก็ไม่มีใครโอนเงินออกมาได้อยู่ดีเพราะไม่มี Private Key เว้นแต่จะรอเทคโนโลยีควอนตัมมาแฮกในอนาคต
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
กลุ่มคนหัวใสนำโดย “Noah Doe” ร่วมกับบริษัทในเครือยื่นฟ้องศาลนิวยอร์กเพื่อขอสิทธิ์ความเป็นเจ้าของกระเป๋า Bitcoin กว่า 39,000 ใบ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานาน 6 ปี โดยมีเหรียญรวมกันกว่า 3.8 ล้าน BTC โดยพวกเขาใช้อัลกอริธึมสแกนหากระเป๋า Bitcoin ก่อนอ้างกฎหมายทรัพย์สินสูญหายในปี 1940 เพื่อพยายามฮุบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ทว่าต่อให้ศาลตัดสินให้ชนะคดี พวกเขาก็ยังไม่สามารถแตะ Bitcoin เหล่านั้นได้ หากไม่มี Private Key
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา Noah Doe และบริษัทในเครือยื่นฟ้องต่อศาลนิวยอร์กเพื่อขอให้ศาลรับรองสิทธิ์ความเป็นเจ้าของกระเป๋า Bitcoin ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานกว่า 6 ปี รวมจำนวนกว่า 39,069 ใบ และมีเหรียญรวมกันอยู่กว่า 3.8 ล้าน BTC
ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ตรงคำถามที่ว่า “กระเป๋าคริปโตที่ไม่มีคนเข้าถึงมานานหลายปี ถือเป็นทรัพย์สินสูญหายหรือไม่ ?” และหากใช่ คนที่ค้นพบมันผ่านบล็อกเชนสาธารณะจะสามารถอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้หรือเปล่า
ตามเอกสารคำฟ้องศาล โจทก์ระบุว่า พวกเขาได้พัฒนาอัลกอริธึมสำหรับสแกนข้อมูลบนบล็อกเชนสาธารณะ เพื่อค้นหากระเป๋าเงินแบบ Self-custody ซึ่งผู้ใช้เป็นคนถือครอง Private Key ด้วยตัวเอง และไร้การเคลื่อนไหวเป็นเวลาประมาณ 6 ปี
หลังจากนั้น กลุ่มโจทก์ยังพยายามเดินเกมทางกฎหมาย โดยนำข้อมูลทั้งหมดใส่แฟลชไดรฟ์ไปส่งมอบให้ตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) เพื่อบันทึกว่า Bitcoin เหล่านั้นเป็นทรัพย์สินสูญหาย ก่อนจะได้รับแฟลชไดรฟ์คืนในเวลาต่อมา
จากนั้น พวกเขายังส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านฟังก์ชัน OP_RETURN บน Bitcoin Blockchain พร้อมเปิดแคมเปญประกาศหาเจ้าของทั่วโลก และให้เวลา 90 วันในการแสดงตัว ผลคือ มีกระเป๋า 424 ใบกลับมาเคลื่อนไหวเพื่อปฏิเสธการสละสิทธิ์ แต่เจ้ามืออีก 39,069 ใบยังคงเงียบสนิท จนนำไปสู่การฟ้องร้องครั้งประวัติศาสตร์
ใช้กฎหมายยุคปี 1940 มาฮุบสิทธ์ Bitcoin ไร้การเคลื่อนไหว
โจทก์พยายามอ้างกฎหมายทรัพย์สินสูญหายของรัฐนิวยอร์ก Article 7-B และ Section 257 ซึ่งตามหลักแล้วระบุว่า หากทรัพย์สินสูญหายไม่มีเจ้าของมาแสดงสิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนด ผู้เก็บได้จะได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของในที่สุด
ปัญหาคือ กฎหมายเหล่านี้ ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ยุคปี 1940 สำหรับ “วัตถุทางกายภาพ” อย่างกระเป๋าสตางค์ เงินสด หรือทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไม่ใช่ Bitcoin ที่เป็นข้อมูลเข้ารหัสบนเครือข่ายไร้ศูนย์กลางระดับโลก
ประเด็นนี้ทำให้ศาลต้องเผชิญกับคำถามใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนว่า การสแกนเจอที่อยู่กระเป๋าคริปโตบนอินเทอร์เน็ต สามารถตีความว่าเป็นการ “เก็บทรัพย์สินได้” ภายในรัฐนิวยอร์กจริงหรือไม่
ทั้งนี้ ต่อให้ศาลตัดสินให้โจทก์ชนะจริง พวกเขาก็ยังไม่สามารถเข้าถึง Bitcoin เหล่านั้นได้ หากไม่มี Private Key นั่นหมายความว่า สำหรับ Bitcoin นั้น สิทธิ์ทางกฎหมายแทบไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น
เอกสารในคดียังยอมรับอีกว่า กระเป๋าเหล่านี้แทบไม่มีมูลค่าเชิงปฏิบัติในปัจจุบัน และความหวังเดียวอาจเป็นเทคโนโลยีในอนาคตอย่าง Quantum Computer ที่สามารถถอดรหัสระบบเข้ารหัสได้ในวันหนึ่ง
มุมมองผู้เขียน: คดีนี้อาจกลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ “ไร้ตัวกลาง” มากแค่ไหน เพราะต่อให้คุณชนะในศาล ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ของคนอื่นได้
ที่มา: ccn

