สรุปข่าว
- Radiant Capital โปรโตคอลให้กู้ยืมบน DeFi ประกาศยุติการพัฒนาและเข้าสู่โหมดบำรุงรักษา (maintenance mode) อย่างเป็นทางการ
- สาเหตุหลักมาจากการถูกแฮกในปี 2024 ที่สร้างความเสียหายจนโปรโตคอลไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้
- เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญของวงการ DeFi ว่าการถูกแฮกครั้งใหญ่อาจทำให้โปรโตคอลต้องปิดตัวในระยะยาว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การปิดตัวของ Radiant Capital เป็นสัญญาณเชิงลบต่อความเชื่อมั่นในวงการ DeFi โดยรวม สะท้อนให้เห็นว่าผลจากการถูกแฮกอาจทำให้โปรโตคอลเสียหายถาวร อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อตลาดในวงกว้างค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก Radiant Capital ลดขนาดลงอย่างมากหลังเหตุการณ์ถูกแฮกในปีที่แล้ว
ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อช่วงดึกของวันที่ 2 มิ.ย. 2569 ตามเวลาไทย โปรโตคอลให้กู้ยืมบน DeFi อย่าง Radiant Capital ได้ประกาศยุติการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ หลังจากไม่สามารถฟื้นตัวจากการถูกแฮกในปี 2024 ได้ ทีมพัฒนาได้ตัดสินใจยุติการพัฒนาโปรโตคอลทั้งหมด และเปลี่ยนสถานะเข้าสู่โหมดบำรุงรักษา (maintenance mode) แทน ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีการอัปเดตหรือพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ใด ๆ อีกต่อไป การปิดตัวของ Radiant Capital ถือเป็นจุดจบของโปรโตคอลที่เคยเป็นหนึ่งในโปรโตคอล DeFi ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแลสูงบนเครือข่าย Arbitrum และ BNB Chain
การถูกแฮกปี 2024 จุดเริ่มต้นของจุดจบ
Radiant Capital ถูกโจมตีในปี 2024 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์แฮก DeFi ที่สร้างความเสียหายสูงสุดในปีนั้น โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า แฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังได้โอนเงิน $20.7 ล้านในรูปแบบ ETH เข้า Tornado Cash ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยปกปิดร่องรอยการโอนเงิน แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการโจมตีครั้งนั้น
หลังจากถูกแฮก โปรโตคอลพยายามฟื้นตัวผ่านการปรับปรุงระบบความปลอดภัยและการสื่อสารกับชุมชน แต่ก็ไม่สามารถกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานเพียงพอ สภาพคล่องในโปรโตคอลลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดทีมพัฒนาตัดสินใจว่าการดำเนินการต่อไปไม่สามารถทำได้อีกแล้ว
บทเรียนสำคัญของวงการ DeFi
การปิดตัวของ Radiant Capital สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แท้จริงของโปรโตคอล DeFi เมื่อถูกโจมตีทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ ต่างจากธนาคารหรือสถาบันการเงินทั่วไปที่มีกลไกรองรับความเสียหาย โปรโตคอล DeFi มักพึ่งพาความเชื่อมั่นของผู้ใช้เป็นหลัก เมื่อเชื่อมั่นพังทลาย สภาพคล่องก็ถอนออกและยากจะดึงกลับมาได้ วงการ DeFi เองก็กำลังพยายามแก้ไขปัญหานี้ โดย Aave เพิ่งประกาศปรับมาตรฐานการรับสินทรัพย์ใหม่หลังถูกแฮก rsETH ตามที่ Siam Blockchain รายงานไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ยังเพิ่งเสนอแนวคิดใหม่ให้ DeFi ใช้ Options แทนระบบหนี้แบบเดิม เพื่อลดความเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวน ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบจากการแฮกในอนาคตได้บ้าง อ่านรายละเอียดได้ที่ บทความนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ทุกคนในวงการควรจดจำไว้ดี ๆ การถูกแฮกครั้งเดียวสามารถทำให้โปรโตคอลที่สร้างมาหลายปีพังทลายลงได้ในชั่วข้ามคืน และยากมากที่จะฟื้นคืนกลับมาได้หากผู้ใช้หมดความเชื่อมั่น สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือจะมีโปรโตคอล DeFi อื่น ๆ ที่ยังอ่อนแอด้านความปลอดภัยที่เผชิญชะตากรรมเดียวกันอีกหรือเปล่า และวงการ DeFi จะสามารถพัฒนาระบบป้องกันที่แข็งแกร่งพอเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้ได้ในระยะยาวไหม
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI

